|

วิธีคิดเมื่อต้องสัมภาษณ์งานครั้งแล้วครั้งเล่า (แต่ไม่ผ่านซักที)

จะรอดมั้ยหว่า?

ช่วงนี้บัณทิตใหม่ที่เพิ่งจบมา คงวุ่นอยู่กับการสมัครงาน และสัมภาษณ์ตามบริษัทต่างๆ อย่างสนุกสนาน (รึปล่าว?)

ซึ่งแน่นอนว่าคงมีไม่กี่คนที่จะโชคดีได้งานจากการสัมภาษณ์ครั้งแรก หรือทุกบริษัทที่สัมภาษณ์เสนอตำแหน่ง  และพยายามง้อให้คุณไปทำงานด้วย

ผู้สมัครส่วนใหญ่ถ้าไม่เทพจริงๆก็คงเตรียมใจมาระดับหนึ่งสำหรับการถูกปฏิเสธ

แต่พอถูกปฏิเสธจากหลายๆบริษัท ซัำแล้วซ้ำเล่า  ใจเริ่มแป้ว รู้สึกเคว้งคว้าง

บ้างก็ท้อ บ้างก็เริ่มสงสัยว่าตกลงตัวเองเก่งหรือดีพออย่างที่คิดมั้ย? หรือแค่มโนไปเอง? ทำไมไม่มีบริษัทไหนรับเราซักที

ยิ่งหลายคนที่จบมาด้วยคะแนนดี กิจกรรมเด่น พอถูกปฏิเสธจากหลายๆบริษัท เริ่มเขว เสียความมั่นใจในตัวเอง

ซึ่งเจ้าความไม่มั่นใจในตัวเองนี้จะสะท้อนเป็นความประหม่า ตื่นเต้นในการสัมภาษณ์ครั้งต่อๆไป

และยิ่งจะทำให้โอกาสได้งานหริบหรี่ลงอีก

แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?

ผมมีวิธีคิดมาแนะนำ ให้ลองคิดตามดูนะครับ

สมมติว่าเรายืนริมบ่อน้ำ ที่เราไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน

หน้าที่ของเราคือการโยนหินให้ลงตรงกลางบ่อ จนกว่าก้อนหินโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ

เราไม่รู้หรอกว่าก้อนหินที่เราโยนก้อนนี้จะถมบ่อและโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำหรือไม่

แต่เรารู้ว่าทุกๆก้อนที่เราโยนไปจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น

หน้าที่ของเราคือ โยนหินแต่ละก้อนให้ดีที่สุด ให้ลงตรงกลางบ่อ

หินแต่ละก้อนที่เราโยน เปรียบเสมือน การสัมภาษณ์แต่ละครั้ง

เราไม่รู้ว่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่เรารู้ว่าทุกครั้งที่เราไปสัมภาษณ์เราจะใกล้เป้าหมายมากขึ้น

เพราะถึงแม้บริษัทจะไม่รับ เราก็ถือว่าได้ฝึกทักษะการตอบคำถาม และทำความรู้จักกับบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น

หน้าที่ของเราคือ ไปสัมภาษณ์ และตอบคำถามให้ดีที่สุด

อย่าคิดว่าบริษัทก่อนปฏิเสธ บริษัทนี้ก็จะปฏิเสธเราเหมือนกัน

แต่ให้ลองคิดว่าทุกการสัมภาษณ์คือการโยนหินลงบ่อน้ำ ซึ่งเรารู้แน่ๆว่าทำให้เราใกล้เป้าหมายมากขึ้น แม้จะไม่รู้ว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้จะสำเร็จเหมือนก้อนหินที่เติมบ่อน้ำจนเต็มและโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำหรือไม่ก็ตาม

แล้วเราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น ทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งาน

แต่แน่นอน ว่านอกจากความมั่นใจ ทุกครั้งที่สัมภาษณ์งาน ลองกลับมาคิดดูว่ามีตรงไหนที่เราสามารถปรับปรุงสำหรับการสัมภาษณ์ครั้งต่อไปด้วยนะครับ

ไม่อย่างนั้นคุณจะได้โยนก้อนหินอีกพักใหญ่ๆเลย

 

คำถาม: คุณไม่มั่นใจเรื่องอะไรมากที่สุดเวลาสัมภาษณ์งาน?

Similar Posts

  • แต่งงานแล้ว จัดสรรเงินอย่างไรดี

    **Disclosure: บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)**   เพราะคนที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะรู้ว่า ชีวิตคู่หลังการแต่งงานอาจไม่ใช่ Happy Ending แบบในหนัง และสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงกับความสุขของชีวิตคู่ (นอกจากความรักที่มีให้กัน) คือ สถานะทางการเงินของครอบครัว ผมเป็นคนหนึ่งที่ก่อนแต่งงาน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก แค่ให้แน่ใจว่า กันส่วนหนึ่งสำหรับการออมและลงทุน และใช้เงินไม่เกินตัว มีเงินเก็บก็คิดว่าพอแล้ว แต่เมื่อแต่งงานแล้ว เรามีเรื่องต้องคิดเกี่ยวกับอนาคตมากขึ้น และไม่ใช่แค่อนาคตของเราคนเดียว สำหรับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องการเงินมาก่อน อาจจะกลัวจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมมี 3 เทคนิคบริหารเงินในครอบครัวแบบผู้บริหารมาเสนอครับ

  • |

    5 เหตุผล ที่ควรไปเรียนต่อที่สวีเดน

    ถ้าพูดถึงการเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ เชื่อว่าประเทศที่อยู่ในใจหลายคนคงไม่พ้น อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย วันก่อนผมได้แนะนำประเทศสวีเดน ไปสั้นๆทาง Twitter ของผม (@Chutchapol) ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง เพราะไม่อยากให้หลายคนมองข้ามประเทศนี้ไป เลยมาลองคิด 5 เหตุผลที่คุณควรไปเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนดู 1. มาตรฐานการศึกษาสูง อยากรู้มาตรฐานของการศึกษาของประเทศไหน ให้ดูคุณภาพของคนประเทศนั้น สำหรับประเทศสวีเดนซึ่งมีประชากรประมาณ 9 ล้านคน แต่สินค้า และ ยี่ห้อที่มีคุณภาพและดังระดับโลกมากมาย เช่น Volvo, H&M, IKEA, SAAB, ABB, Skype, Ericsson, Electrolux เป็นต้น หลายคนคงเคยชินกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ ผมเคยถามเพื่อนที่สวีเดน เค้าบอกว่าสวีเดนไม่มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เพราะมาตรฐานทุกที่ไม่ต่างกัน มีแต่ที่ไหนเชี่ยวชาญด้านไหน 2. ยังมีโอกาสเรียนฟรี หรือขอทุนการศึกษาได้ง่าย น่าเสียดายที่ประเทศสวีเดนเพิ่งเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักศึกษาต่างชาติ (นอก EU/EEA และ สวิสเซอร์แลนด์) เมื่อปี 2010 นี่เอง เพราะต้องการลดจำนวนนักเรียนที่ตั้งใจลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลางมากกว่าไปเรียน (ข้อมูลจาก @paeguay) ซึ่งตอนที่ผมเรียน…

  • ไต่บันไดงานอย่างมีความสุข

    มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนย่อมมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนทั้งนั้น จะก้าวเร็วก้าวช้า ก็แล้วแต่ความสามารถ และโอกาสจะเอื้ออำนวย ถ้าสามารถก้าวหน้าอย่างมีความสุขด้วยนี่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ผมได้เจอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เป็นอาตี๋มาจากเมืองจีน ทำงานตึกเดียวกัน ก็ทักทายกันบ้าง แตไม่เคยได้เวลาได้คุย ทำความรู้จักกันเท่าไหร่ จนกระทั่งผมกลับไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องที่รู้จักลากมาทานข้าวด้วย ถึงได้รู้ถึงว่าไม่ธรรมดา ของอาตี๋คนนี้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริษัท และธุรกิจ อาตี๋ (เจ้าตัวยอมรับชื่อนี้แต่โดยดี) ก้าวหน้าได้รับโปรโมทถึง 3 ครั้งในเวลาที่อยู่กับบริษัทมา 8 ปี แถมล่าสุดบริษัทส่งมาเป็น Expat ที่เมืองไทยในช่วงที่บริษัทกำลังควบคุมค่าใช้จ่าย ที่เด็ดสุด คือ เขาทำงานอย่างมีความสุข ครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าของอาตี๋คนนี้ไม่เปื้อนยิ้มเลย (แต่ปาดน้ำตาไปแล้วรึปล่าว อันนี้ไม่แน่ใจ ^^”) อะไรจะถูกหวยในการทำงานได้ขนาดนี้! อย่ากระนั้นเลย เมื่อเจอคนที่น่าสนใจแบบนี้ ผมก็ไม่พลาดที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด และสกัดเอาประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปันกัน ผมขอดึงเอาประโยคเด็ดๆที่อาตี๋คนนี้พูด แล้วมาเล่าขยายความให้ฟังนะครับ

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • เทคนิค Virtual Meeting อย่างมืออาชีพ

    ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่หัวหน้าบอกให้เข้า conference call กับต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ทั้งตื่นเต้นไม่รู้ต้องกดอะไรบ้าง แถมกลัวว่าจะฟังคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง หรือไม่ก็กลัวคนอื่นจะฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง (แต่กลัวอย่างหลังมากกว่า) 10 ปีผ่านมา การเข้าประชุมทั้ง conference call กับ video conference ซึ่งเรียกรวม ๆ กันว่า virtual meeting กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของผม และคนทำงานจำนวนไม่น้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนทำงานก็ต้องปรับตัวกับการประชุมแบบฟังแต่เสียง แต่ไม่เห็นหน้า หรือหลัง ๆ เริ่มมีเห็นหน้าถ้าเป็น video conference แม้จะไม่ดีเท่าประชุมในห้องเดียวแบบเจอกันตัวเป็น ๆ แต่ก็ต้องยอมรับเพราะช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบริษัทได้ไม่น้อย แถมเทคโนโลยีก็พัฒนาทำให้การจัด virtual meeting ง่ายเพียงกด 2-3 ปุ่ม เราก็พร้อมจะเชื่อมต่อกับคนทั่วโลก แต่เทคโนโลยี กับระยะทาง ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับการประชุมทางไกลไม่น้อย คลิปนี้รวบรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง virtual meeting ได้เสียดสีอย่างมีอารมณ์ขัน แต่โดนใจที่คนที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ชนิดที่มีหัวเราะทั้งน้ำตา [youtube id=”DYu_bGbZiiQ”] เพื่อช่วยให้การจัด และร่วม virtual…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *