|

การให้ และขอคำแนะนำจากหัวหน้า

Business Woman Yelling At Employee

 

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นมีปัญหานี้เหมือนผมรึปล่าว? ตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ เวลามีปัญหาไม่รู้ว่าจะขอคำแนะนำจากหัวหน้ายังไงถึงจะดี

กลัวไปสารพัด ว่าถ้าแก้ปัญหาแล้วเข้าไปถามทื่อๆก็กลัวจะถูกหาว่าทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้คิดไม่ได้

บางปัญหาพอลองคิดแล้วคิดไม่ออก พอไปถามกลายไปว่าทำไมเพิ่งมาถามตอนนี้

เช่นเดียวกับการให้คำแนะนำหัวหน้า และข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในฐานะที่เรารับผิดชอบเรื่องนั้นอยู่ หรืออยู่ใกล้หน้างานมากกว่าหัวหน้า

ซึ่งเป็นธรรมดาที่หัวหน้าต้องการคำแนะนำจากเรา

แต่หลายครั้งที่เราเสนอสิ่งที่เราคิดว่าดีกว่า แต่สุดท้ายหัวหน้ากลับเลือกอีกอย่าง

แล้วยังไงต่อล่ะ ไปไม่เป็นเลย…

ต้องบอกว่าผมเคยทำผิดมาเกือบทุกรูปแบบแล้วทั้งการให้และขอคำแนะนำจากหัวหน้า คือเคยเจ็บมาก่อนจริงๆ

กว่าจะรู้ว่าควรทำยังไงกับทั้งสองกรณ๊ ก็ลองผิด ลองถูกอยู่นาน

การให้คำแนะนำหัวหน้า

หลักในการให้คำแนะนำหัวหน้า คือ เสนอแต่ละทางเลือก พร้อมข้อดี ข้อเสีย

ก่อนจะปิดด้วยด้วยสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดในความเห็นของเรา พร้อมข้อมูลประกอบ

สิ่งที่สำคัญคือ

ถ้าหัวหน้าตัดสินใจแล้ว หยุด!

ไม่ต้องยื้อ หรือเสียใจที่หัวหน้าไม่เชื่อ หรือเลือกสิ่งที่เราเสนอ เพราะอาจมีข้อมูลที่หัวหน้ารู้ แต่เราไม่รู้ ถึงทำให้ตัดสินใจเป็นอีกอย่าง

หน้าที่ของเราหลังจากนี้คือ พยายามที่จะช่วยให้สิ่งที่หัวหน้าตัดสินใจ

ยืนเคียงข้างการตัดสินใจของหัวหน้า และทำให้คนอื่นเห็นว่าเป็นทีมเดียวกัน

ทำงานให้สำเร็จ อย่าล้อฟรี เพราะหัวหน้าไม่เชื่อเราเลยไม่ช่วย

อย่าลืมว่าสุดท้ายคนที่รับผิดชอบกับการตัดสินใจคือ หัวหน้า อย่าให้งานเสียเพราะเราไม่สนับสนุนสิ่งที่หัวหน้าตัดสินใจ

การขอคำแนะนำหัวหน้า

เรื่องนี้ก็สำคัญในการทำงานที่ผมก็เคยทำพลาดมาหลายครั้ง

หลักง่ายๆ คือพยายามคิดทางออก ไปพร้อมกับปัญหาเวลาไปขอคำแนะนำจากหัวหน้า

แต่บางครั้งที่คิดไม่ออกจริงๆ แล้วเข้าไปขอคำแนะนำ

ปัญหาจะเกิดเมื่อเราไปขอคำแนะนำจากหัวหน้าแล้วไม่ทำตาม

ลองคิดภาพตามนะครับ สมมติว่าเรามีปัญหาในการทำงาน แล้วเรามีความคิดของเราอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจ เลยไปถาม ขอคำปรึกษากับหัวหน้า

แต่พอหัวหน้าแนะนำแล้ว เราคิดว่าความคิดเราดีกว่า เลยไม่ทำตาม

X ผิดอย่างแรงเลยครับ

ถ้าเป็นลักษณะนี้ ให้เข้าไปหาในมุมที่ว่าเรามีไอเดีย แต่ไม่แน่ใจ แล้วเล่าให้หัวหน้าฟัง เพื่อขอ feedback จะดีกว่า

ถ้าเข้าไปหาในมุมของการมีปัญหาเพื่อขอคำแนะนำ แล้วหัวหน้าแนะนำยังไงควรทำตามที่บอก

อย่าฟังแล้ว “เห็นด้วยนะครับ แต่ว่า…”

ประโยคนี้ทำคนตกม้าตายมาไม่น้อย หัวหน้าจะเซ็งสุดๆ และไม่อยากให้คำแนะนำอีก ถ้าขอแล้วไม่เชื่อ หรือไม่ทำตาม

ขอแล้ว ต้องเอาไปใช้ อย่าขอ แล้วเถียง หรือไม่ทำตาม

เพราะครั้งต่อไปหัวหน้าอาจไม่ให้ทำแนะนำอีก

 

เพราะว่าการให้และขอคำแนะนำจากหัวหน้าเป็นเรื่องปกติในการทำงาน ถ้าเรารู้หลักง่ายๆนี้ ผมเชื่อว่าเราจะทำงานกับหัวหน้าได้อย่างมีความสุขมากขึ้นทั้งสองฝ่าย ถ้าใครมีเทคนิค หรือคำแนะนำเจ๋งๆในการให้ หรือขอคำแนะนำจากหัวหน้า ก็เขียน comment ข้างล่างแบ่งปันกันได้นะครับ

Similar Posts

  • | |

    มืออาชีพและบันได 5 ขั้นของความสามารถ

    คุณนิยาม มืออาชีพ ว่าอย่างไร? ระหว่างที่ฟังคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการของ CP Retailink เล่าเรื่องการบริหารคนในองค์กร ท่านก็ถามผมขึ้นมา ซึ่งผมก็คิดซักพักแล้วตอบอย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า มืออาชีพน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ และทำตามมาตรฐานที่องค์กรคาดหวังได้ดี ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยไม่อิงกับความรู้สึกของตัวเอง ท่านฟังแล้วพูดขึ้นว่า ในมุมของท่าน มืออาชีพ คือ บุคคลที่สมควรได้รับค่าจ้าง คุณวิเชียรคงเห็นผมนั่งนิ่ง อ้าปากค้างเลยขยายความต่อว่า มืออาชีพคือคนที่มีความสามารถและทำงานได้ตามที่คาดหวังได้ 100% ถึงเป็นคนที่สมควรได้รับค่าจ้าง 100% ด้วย ถ้ามองในมุมของนายจ้าง สามารถมองความความสามารถโดยดูจากผลลัพธ์ของงานได้ 5 ระดับเหมือนบันได 5 ขั้น ในแผนภาพนี้

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

  • |

    Snowball Effect

      เคยเห็นพระเอกพานางเอกวิ่งหนีหิมะก้อนใหญ่ๆ(Snowball)ที่กำลังกลิ้งลงมาจากภูเขาในหนังมั้ย? เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมลูกหิมะมันถึงได้ใหญ่เว่อร์กว่าตัวคนขนาดนั้น? จริงๆแล้วลูกหิมะใหญ่ก็เกิดจากลูกหิมะเล็กๆบนยอดเขา (คนละอันกับแตงโมผลใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเล็กๆ ในเพลงเด็กอนุบาลนะครับ) แต่ระหว่างหิมะกลิ้งลงมาตามเขา มันก็ค่อยๆขยายตัวเป็นหิมะก้อนใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จากหิมะที่มันกลิ้งผ่าน คนมาเห็นตอนลูกมันใหญ่มาก หยุดไม่ได้แล้ว เลยต้องวิ่งหนี (ฮา) Snowball Effect หรือการขยายตัวของสถานการณ์, กระบวนการ ที่เกิดจากเรื่องหรือจุดเล็กๆ ไม่สำคัญนั้น ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์และอธิบายสถานการณ์ในหลายด้าน ทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และด้านทางธุรกิจ เป็นต้น แต่วันนี้จะมาเสนอ Snowball Effect ในมุมมองการพัฒนาตัวเอง

  • |

    ข้อคิดก่อนเปลี่ยนงานใหม่

      ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านก่อน หวังว่าคงสนุกกันตามสมควรอย่างปลอดภัยนะครับ วันนี้จะมาเล่าข้อคิดเรื่องของการเปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งได้บอกกับน้องสาวตัวเองก่อนจะไปทำงานที่สิงคโปร์ เห็นว่ามีประโยชน์เลยมาเขียนแบ่งปันเพื่อน ๆ ด้วย ………………………………………………………… ส่วนตัวผมเห็นเพื่อนๆน้องๆที่เพิ่งจบมาใหม่หลายคนเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นในช่วงแรกๆของการทำงาน เหตุผลก็จะวน ๆ อยู่ว่า ไม่ชอบ, ไม่ใช่, ไกล, งาน/ปัญหาเยอะ, ไม่มีเพื่อน, งานใหม่น่าจะเหมาะกว่า, งานใหม่เงินเดือนดีกว่า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิทธิ์ของเรา ยิ่งหลายคนจบเกรดดี ๆ profileสวยๆ ใคร ๆ ก็อยากได้ตัว แม้บางครั้งก็แอบแปลกใจเวลาที่เห็นคนเปลี่ยนในเดือน หรือแม้แต่อาทิตย์แรกของการทำงาน (อะไรมันจะขนาดน้าน…) ผมมีสิ่งที่อยากให้คิดซักนิดก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง ดังนี้ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไม่ชอบ,ไม่ใช่ ให้แน่ใจว่าเราให้เวลากับตัวเอง และพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่างานจะเหมือนกับสิ่งที่เรียนมา แม้จะทำงานตรงสายก็ตาม เรายังต้องทำความเข้าใจกับระบบ วิธีการทำงานของแต่ละบริษัทซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2-3เดือน (เป็นอย่างน้อย) สำหรับบริษัทใหญ่  ถ้าสุดท้ายเราทั้งพยายามและให้เวลาปรับตัวแล้วยังไม่ใช่ เราก็จะตอบตัวเองได้อย่างสบายใจภายหลังว่างานนี้มันไม่เหมาะกับเราจริง ๆ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไกล (เออ…แล้วตอนสมัครไม่รู้เหรอครับว่าไกล) ผมรู้จักหลายคนที่จำกัดตัวเองเวลาหางานว่าต้องเป็นออฟฟิตในกรุงเทพฯ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับงานต่างหวัด หรือต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนระบุเลยว่าต้องเป็นบริษัทในแนวรถไฟฟ้าเท่านั้น! ก็อยากให้คิดนิดนึงว่าเราปิดโอกาสตัวเองมากไปรึปล่าว…

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

  • แต่งงานแล้ว จัดสรรเงินอย่างไรดี

    **Disclosure: บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)**   เพราะคนที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะรู้ว่า ชีวิตคู่หลังการแต่งงานอาจไม่ใช่ Happy Ending แบบในหนัง และสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงกับความสุขของชีวิตคู่ (นอกจากความรักที่มีให้กัน) คือ สถานะทางการเงินของครอบครัว ผมเป็นคนหนึ่งที่ก่อนแต่งงาน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก แค่ให้แน่ใจว่า กันส่วนหนึ่งสำหรับการออมและลงทุน และใช้เงินไม่เกินตัว มีเงินเก็บก็คิดว่าพอแล้ว แต่เมื่อแต่งงานแล้ว เรามีเรื่องต้องคิดเกี่ยวกับอนาคตมากขึ้น และไม่ใช่แค่อนาคตของเราคนเดียว สำหรับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องการเงินมาก่อน อาจจะกลัวจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมมี 3 เทคนิคบริหารเงินในครอบครัวแบบผู้บริหารมาเสนอครับ

2 Comments

  1. ในฐานะคนเคยเป็นลูกน้องเห็นด้วยสุดๆ
    ในฐานะคนเป็นหัวหน้าก็เห็นด้วยสุดๆ
    ขอแถมว่า
    1. คนที่ไปหาหัวหน้าพร้อมปัญหา สาเหตุต้นตอ(root cause) ทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย และนำเสนอได้ดีเป็นคนที่มีคุณค่าสุดๆสำหรับหัวหน้าและองค์กร รับรองได้ดีแน่นอน
    2. หัวหน้าเลือกแล้วต้อง”จบ” ลูกน้องมีหน้าที่เสนอข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้อง หัวหน้ามีหน้าที่ตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ ดังนั้นพอหัวหน้าเลือกแล้วเราต้องลุยตามหัวหน้า ถ้าอยากให้หัวหน้าทำตามใจเรา จงตีโจทย์ให้แตกและนำเสนออย่างฉลาดเราจะได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ
    3. หัวหน้าเพลียสุดคือลูกน้องที่มาถามแล้วไม่ทำตามคำสั่งหรือคำแนะนำทั้งที่ตกลงแล้วว่าจะทำ อันนี้ฆ่านายสุดๆ ถ้าได้รับคำแนะนำหรือคำสั่งไปแล้ว ลองทำแล้วไม่เข้าใจหรือดูท่าจะวอด จงกลับไปหาหัวหน้า อย่าได้ทำอย่างที่อยากจะทำ เพราะโอกาสวอดมีสูง
    4. อย่าคิดว่าหัวหน้าเป็นยอดมนุษย์ หัวหน้าเขาจ้างมาให้ตัดสินใจ ลูกน้องเขาจ้างมาให้ทำงาน ให้คิดทางแก้ปัญหา เวลามีปัญหาไปถามหัวหน้าแล้วโดนย้อน อย่าไปคิดว่าหัวหน้าไม่ทำงาน จริงๆแล้วหัวหน้าทำงานตามหน้าที่เลย ; )

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *