Thai Career Day

newed_1

เพราะการแข่งขันแย่งตัวคนเก่งไม่สามารถนั่งกระดิกเท้ารอให้เด็กๆมาสมัคร และเลือกเหมือนเมื่อก่อน

เพราะทางเลือกของเด็กสมัยนี้มีมากมาย ไม่จำกัดเพียงบริษัทในประเทศ หรือแค่บริษัทยักษ์ใหญ่

เราคงจะได้เห็นบริษัทไทยเริ่มขยับตัวเข้าเด็กตั้งแต่ก่อนเรียนจบ เพื่อแนะนำบริษัทมากขึ้น เพื่อหาช้างเผือกไม่เพียงในประเทศ แต่ต่างประเทศโดยเฉพาะใน ASEAN ที่เป็นเป้าหมายระยะสั้นของบริษัทไทยที่ต้องการขยายความเป็นที่หนึ่งในระดับภูมิภาค

แน่นอนว่าเป้าหมายของบริษัทไทย คือคนเก่งและเหมาะสมกับวัฒนธรรมบริษัท ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเด็กนักเรียนไทยในต่างแดนเท่านั้น

โจทย์ของบริษัทไทย และฝ่ายบุคคล คือจะทำยังไงให้บริษัทที่ใครๆในไทยก็รู้จัก และอยากทำงานด้วย ดูน่าสนใจ และดึงดูดกับเด็กต่างชาติที่ไม่รู้จักบริษัทของคุณเลย

ถ้าไม่ติดงานด่วนอะไร ผมว่าจะแวะไปดูงานนี้ แล้วจะกลับมาเล่าบรรยากาศ และความพร้อมของบริษัทไทยในสายตานักเรียนต่างชาติให้ฟังนะครับ

 

ป.ล. งานนี้จัดโดย สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (รายละเอียด)

 

Similar Posts

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

  • |

    วิธีคิดเมื่อต้องสัมภาษณ์งานครั้งแล้วครั้งเล่า (แต่ไม่ผ่านซักที)

    ช่วงนี้บัณทิตใหม่ที่เพิ่งจบมา คงวุ่นอยู่กับการสมัครงาน และสัมภาษณ์ตามบริษัทต่างๆ อย่างสนุกสนาน (รึปล่าว?) ซึ่งแน่นอนว่าคงมีไม่กี่คนที่จะโชคดีได้งานจากการสัมภาษณ์ครั้งแรก หรือทุกบริษัทที่สัมภาษณ์เสนอตำแหน่ง  และพยายามง้อให้คุณไปทำงานด้วย ผู้สมัครส่วนใหญ่ถ้าไม่เทพจริงๆก็คงเตรียมใจมาระดับหนึ่งสำหรับการถูกปฏิเสธ แต่พอถูกปฏิเสธจากหลายๆบริษัท ซัำแล้วซ้ำเล่า  ใจเริ่มแป้ว รู้สึกเคว้งคว้าง บ้างก็ท้อ บ้างก็เริ่มสงสัยว่าตกลงตัวเองเก่งหรือดีพออย่างที่คิดมั้ย? หรือแค่มโนไปเอง? ทำไมไม่มีบริษัทไหนรับเราซักที ยิ่งหลายคนที่จบมาด้วยคะแนนดี กิจกรรมเด่น พอถูกปฏิเสธจากหลายๆบริษัท เริ่มเขว เสียความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งเจ้าความไม่มั่นใจในตัวเองนี้จะสะท้อนเป็นความประหม่า ตื่นเต้นในการสัมภาษณ์ครั้งต่อๆไป และยิ่งจะทำให้โอกาสได้งานหริบหรี่ลงอีก แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?

  • กว่าจะเรียนจบก็สายไปแล้ว

    ไม่แน่ใจว่านิสิต นักศึกษาที่เพิ่งจบตอนนี้หางานยาก มากน้อยแค่ไหน? วันก่อนผมทานข้าวกับน้องคนสิงคโปร์คนหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาตรี และมาร่วมทีมในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง เลยชวนคุยเรื่องสถานการณ์ของเด็กจบใหม่ที่นี่ สิ่งที่ผมได้ยิน ถือว่าสถานการณ์ของบัณฑิตใหม่ที่สิงคโปร์ไม่ค่อยดีนัก บัณฑิตใหม่ใช้เวลาหางานเฉลี่ย 6-8 เดือนก่อนจะได้งานแรก ซึ่งเป็นทุกสาขา รวมถึงมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตำแหน่งงานที่ไม่ต้องการประสบการณ์ก็มีแต่งานด้านบริการ ใน fast food chain ซึ่งเด็กมัธยมก็ทำได้ บริษัทส่วนใหญ่ต้องการคนที่ประสบการณ์ 5-8 ปี ตำแหน่งที่เปิดสำหร้บคนที่ประสบการณ์ไม่พอจะเป็นในรูป พนักงานสัญญาจ้าง 6 เดือน – 2 ปี พ่อแม่เริ่มกดดัน เด็กก็เริ่มเครียดหลังจากจบแล้วหางานไม่ได้ สุดท้ายหลายคนหางานไม่ได้ เลยตัดสินใจเรียนต่อโท ผมมองว่าภาพนี้จะเหมือน time machine เล็กๆที่จะสะท้อนสภาพการจ้างงานของบัณฑิตใหม่ของไทยในอนาคตอันใกล้ อย่าลืมว่าเด็กในสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้คล่องทั้งอังกฤษ และภาษาท้องถิ่น (จีน, มาเลย์, ฯลฯ) ยังมีปัญหาในการหางาน เชื่อว่าการแข่งขันหลังเปิด AEC โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติคงแข่งขันกันมันกว่าตอนนี้แน่นอน

  • |

    ตาดีข้างเดียวในหมู่ตาบอด

    ห่างหายจากการอัพเดตบล็อกมานาน วันนี้มาสั้นๆระหว่างบินมาประชุม+workshop ที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะกลับไทยมะรืนนี้ วันก่อนได้เรียนการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์องค์กรตัวหนึ่ง ซึ่งฟังทฤษฏีแล้วก็ไม่น่ายากอะไร แต่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของเครื่องมือตัวนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนนำ (ซึ่งต่อไปก็จะเป็นข้้าพเจ้า ^^”) มากๆ คนสอนซึ่งมีประสบการณ์การใช้เครื่องมือนี้มากว่า 15ปี แสดงตัวอย่างให้ดูก็งั้นๆ ไม่น่ายากอะไร แต่พอถึงช่วงที่ให้แต่ละกลุ่มนำเครื่องมือตัวนี้ไปใช้ถึงรู้ว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ โชคดีที่พี่เลี้ยงกลุ่มก็น่ารัก ช่วยสังเกต และช่วยแนะนำตัวอย่างคำถามและเทคนิคต่างๆ จนผ่านไปได้อย่างกระท่อนกระแท่นทั้งกลุ่ม… สุดท้ายคนสอนพูดสรุปว่า don’t wait to be perfect before using this tool. อย่ารอให้สมบูรณ์แบบก่อนถึงจะทำ Practice, Practice, and Practice! ฝึกและเรียนรู้ไปเรื่อยๆจากการทำ ตาดีข้างเดียวในหมู่คนตาบอด ก็มีประโยชน์มากพอแล้ว ครั้งแรกของเค้าก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนนี้หรอก . นึกไปก็จริงแฮะ เครื่องมือนี้เรารู้ดีที่สุดในองค์กรแล้ว จะไปกลัวทำไม ขนาดภาษาจีนของตัวเองที่ยังงูๆปลาๆ แต่มาที่นี่กลายเป็นฮีโ่ร่พาน้องๆคนไทยเข้าร้านอาหารจีนสั่งได้ แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว ถ้าไม่กล้าพูดเพราะคิดว่าพูดเป็นประโยคไม่ได้ถูกต้องก็คงอดกินของอร่อยๆแบบนี้… ^__^ . ขอเอาใจช่วยทุกคน(ตัวเองด้วย)ให้มีความกล้า ในการทำสิ่งดีๆ โดยเฉพาะครั้งแรกๆ… :) สู้โว้ยย…

  • 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

    ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. Context…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *