ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

 

และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย

วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง

ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (A)

ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา

Improvement Areas

  • ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate)
  • ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว)
  • ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

การงาน (B+)

งานในปีที่ผ่านแม้ว่าจะเจอกับปัญหาต่างๆ แต่ก็ยังสนุกที่จะตื่นเช้า(ตี5)ไปทำงาน คิดอยู่เสมอว่าปัญหาเป็นบทเรียนที่ดีในการศึกษาและพัฒนาตัวเอง ได้ฝึกแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดองค์กร การพัฒนาคนเพื่อรับมือกับสภาพการแข่งขันของตลาด การสื่อสารในเรื่องที่ละเอียดอ่อนกับทีม แต่ท้ายที่สุดทีมก็ยังสามารถทำผลงานได้ตามที่ธุรกิจต้องการได้

Improvement Areas

  • เวลาที่อยู่หน้างาน (on-floor) เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้
  • Team coaching ที่ช่วงหลังๆ หายไป

การเงิน (B+)

ปีนี้เป็นปีแรกที่รวบรวมบัญชี และเงินที่ไปลงทุนทั้งหมดมาอยู่ใน Excel file เดียวกัน (พูดเหมือนมีเยอะ) จาก 3 ปีที่ผ่านมามีแต่การ track ค่าใช้จ่ายรายวันเพียงอย่างเดียว  ซึ่งทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วมีเงินอยู่เท่าไหร่ แต่ละเดือนมีการกันเงินส่วนหนึ่งฝากสม่ำเสมอ สถานะปีนี้ยังไม่มีหนี้สิน สัดส่วนการออมต่อรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ (แม้ว่าบางคนจะบอกให้เก็บมากกว่านี้ :P)

Improvement Areas

  • ใช้เหตุผลในการซื้อของมากขึ้น
  • หาความรู้เพิ่มเติมในการลงทุนรูปแบบต่างๆ
  • ลงทุนในรูปแบบต่างๆ

สภาพจิตใจ (A)

โดยรวมสภาพจิตใจในปีที่ผ่านมานี้ก็มีขึ้นๆลงๆบ้างตามสถานการณ์ แต่ก็พยายามรักษาไม่ให้แกว่งมากได้ (The rock) แม้ว่าปกติจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่บางครั้งก็มีเซมองโลกในแง่ร้ายบ้าง

Improvement Areas

  • พิจารณากฏไตรลักษณ์ เพื่อเข้าใจและยอมรับกับความจริงของธรรมชาติ
  • มองโลกในแง่ดี

ความรัก (A-)

ความรักก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่มีความสุขมากกว่า(มากๆ) สั้นๆแค่นี้แหละ เพราะ… มันเป็นเรื่องของเราสองคน~

Improvement Areas

  • ดูแลให้ดีกว่านี้
  • ไม่เถียง (อย่าลืมว่าเถียงยังไงก็ไม่เคยชนะ – -“)

การพัฒนาตัวเอง (B)

สำหรับการพัฒนาตัวเองในปีที่ผ่านมาถือว่าจะไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร หลายๆอย่างที่วางแผนก็ทำไม่ได้อย่างที่ commit ไว้กับตัวเองทั้งการทบทวนภาษาจีนที่เรียน (ยังดีที่ไม่ถอดใจเลิกเรียนไปเสียก่อน) การนั่งสมาธิที่ทำได้เดือนนึงแล้วค่อยๆหายไป

Improvement Areas

  • กลับมานั่งสมาธิให้เป็นกิจวัตรอีกครั้ง
  • ทำทีละเรื่อง (focus)
  • ใช้เวลาพิจารณา(reflect) สิ่งที่ทำในแต่ละวันเพื่อทำวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้น

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (A-)

ปีนี้ได้เริ่มทำประโยชน์ให้คนอื่นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น website นี้ที่เริ่มทำตอนช่วงสงกรานต์ ซึ่งตอนที่เริ่มก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องเขียนได้นานขนาดนี้ การบริจาคช่วยโครงการ Unicef แบบต่อเนื่องที่เพิ่งเริ่มเมื่อวันพ่อที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังคงเป็น trainer ให้กับที่บริษัทแม้ว่าจะจำเป็นต้องลดจำนวนเรื่องลงบ้าง

Improvement Areas

  • เขียนหนังสือให้เสร็จ
  • ช่วยงานบ้าน
  • ตามเรื่องสมัครเป็นอาจารย์พิเศษ

สรุป (A-) :)

โดยรวมสำหรับปี2009 เมื่อมองกลับไปถือว่าเป็นปีที่น่าพอใจทีเดียว แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับปีนี้ จะเป็นฐานสำหรับต่อยอดในปีต่อไป

ปีหน้าสภาพเศรษฐกิจ การเมืองจะเป็นอย่างไร คงไม่อาจคาดเดาได้

สิ่งที่เราควบคุมได้อย่างเดียวคือตัวเรา

คำถามคือ แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้พร้อมสำหรับโอกาสที่รอเราอยู่ข้างหน้า…

Similar Posts

  • | |

    มืออาชีพและบันได 5 ขั้นของความสามารถ

    คุณนิยาม มืออาชีพ ว่าอย่างไร? ระหว่างที่ฟังคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการของ CP Retailink เล่าเรื่องการบริหารคนในองค์กร ท่านก็ถามผมขึ้นมา ซึ่งผมก็คิดซักพักแล้วตอบอย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า มืออาชีพน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ และทำตามมาตรฐานที่องค์กรคาดหวังได้ดี ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยไม่อิงกับความรู้สึกของตัวเอง ท่านฟังแล้วพูดขึ้นว่า ในมุมของท่าน มืออาชีพ คือ บุคคลที่สมควรได้รับค่าจ้าง คุณวิเชียรคงเห็นผมนั่งนิ่ง อ้าปากค้างเลยขยายความต่อว่า มืออาชีพคือคนที่มีความสามารถและทำงานได้ตามที่คาดหวังได้ 100% ถึงเป็นคนที่สมควรได้รับค่าจ้าง 100% ด้วย ถ้ามองในมุมของนายจ้าง สามารถมองความความสามารถโดยดูจากผลลัพธ์ของงานได้ 5 ระดับเหมือนบันได 5 ขั้น ในแผนภาพนี้

  • |

    เด็กฝึกงาน ใครคิดว่าไม่สำคัญ?

    [หลังจากบทความเรื่อง Treat your intern right! ที่เขียนลง The Nation คอลัมน์ Tweeple’s Corner วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นึกขึ้นได้ว่าน่าจะแปล(บทความตัวเอง)เป็นภาษาไทย ให้อีกหลาย ๆ คนได้อ่านด้วย ออกตัวไว้ก่อนว่าการแปลนี้ไม่ได้แปลคำต่อคำ จึงมีการตัดและเพิ่มตามความพอใจ เพราะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว :P ] ทุกๆปี น้องๆนิสิต นักศึกษาปี 3 ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดเทอมใหญ่ไปฝึกงาน ซึ่งบ้างก็ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร (ไม่ทำไม่จบว่างั้น) บ้างก็ต้องการสร้าง portfolio สวย ๆ สำหรับทำงาน/เรียนต่อ หรือต้องการอยากได้ประสบการณ์ทำงานจริง ๆ แต่คุณรู้รึปล่าวว่าเด็กฝึกงานเค้าทำอะไรกัน? ผมเชื่อว่าเราอาจเคยได้ยินตั้งแต่ไม่มีอะไรให้ทำ ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ไปจนถึงทำงานที่มีคุณค่ามากๆประหยัดให้องค์กรเป็นล้าน และทำให้พี่พนักงานประจำหลายคนเริ่มร้อนๆหนาวๆกับเก้าอี้ตัวเอง… ^^” ด้วยงานที่ทำอยู่ ทำให้ผมเห็นความสำคัญของโครงการนักศึกษาฝึกงาน ทั้งต่อตัวเด็กเอง และต่อบริษัทด้วย สำหรับน้องนิสิต-นักศึกษา นี่เป็นโอกาสแรกๆที่จะได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ที่เราจะต้องเจออีกค่อนชีวิตหลังจากที่เราเรียนจบ ซึ่งการเรียนได้คะแนนดีๆ เกรดสวยหรูไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน (เป็นได้อย่างมากก็แค่ใบเบิกทางที่ดี) นอกจากนั้นน้องจะได้ฝึกเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาจากโจทย์ มาเป็นตั้งโจทย์ (และแก้ปัญหา)เอง…

  • |

    ตาดีข้างเดียวในหมู่ตาบอด

    ห่างหายจากการอัพเดตบล็อกมานาน วันนี้มาสั้นๆระหว่างบินมาประชุม+workshop ที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะกลับไทยมะรืนนี้ วันก่อนได้เรียนการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์องค์กรตัวหนึ่ง ซึ่งฟังทฤษฏีแล้วก็ไม่น่ายากอะไร แต่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของเครื่องมือตัวนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนนำ (ซึ่งต่อไปก็จะเป็นข้้าพเจ้า ^^”) มากๆ คนสอนซึ่งมีประสบการณ์การใช้เครื่องมือนี้มากว่า 15ปี แสดงตัวอย่างให้ดูก็งั้นๆ ไม่น่ายากอะไร แต่พอถึงช่วงที่ให้แต่ละกลุ่มนำเครื่องมือตัวนี้ไปใช้ถึงรู้ว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ โชคดีที่พี่เลี้ยงกลุ่มก็น่ารัก ช่วยสังเกต และช่วยแนะนำตัวอย่างคำถามและเทคนิคต่างๆ จนผ่านไปได้อย่างกระท่อนกระแท่นทั้งกลุ่ม… สุดท้ายคนสอนพูดสรุปว่า don’t wait to be perfect before using this tool. อย่ารอให้สมบูรณ์แบบก่อนถึงจะทำ Practice, Practice, and Practice! ฝึกและเรียนรู้ไปเรื่อยๆจากการทำ ตาดีข้างเดียวในหมู่คนตาบอด ก็มีประโยชน์มากพอแล้ว ครั้งแรกของเค้าก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนนี้หรอก . นึกไปก็จริงแฮะ เครื่องมือนี้เรารู้ดีที่สุดในองค์กรแล้ว จะไปกลัวทำไม ขนาดภาษาจีนของตัวเองที่ยังงูๆปลาๆ แต่มาที่นี่กลายเป็นฮีโ่ร่พาน้องๆคนไทยเข้าร้านอาหารจีนสั่งได้ แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว ถ้าไม่กล้าพูดเพราะคิดว่าพูดเป็นประโยคไม่ได้ถูกต้องก็คงอดกินของอร่อยๆแบบนี้… ^__^ . ขอเอาใจช่วยทุกคน(ตัวเองด้วย)ให้มีความกล้า ในการทำสิ่งดีๆ โดยเฉพาะครั้งแรกๆ… :) สู้โว้ยย…

  • |

    ข้อคิดการใช้ชีวิตจากเพลงกล่อมเด็ก

    Row, row, row your boat Gently down the stream Merrily, merrily, merrily, merrily Life is but a dream   เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กสั้นๆ เพลงนี้ วนลูปอยู่ในหัวผมอยู่เป็นสัปดาห์ เนื่องจากเพลงนี้กำลังเป็นเพลงโปรดของลูกสาว ที่คุณภรรยาใช้กล่อม ผมเลยได้ยิน (และร้อง) บ่อยเป็นพิเศษ จนติดอยู่ในหัวมาฮัมต่อเองตอนอาบน้ำ และตอนขับรถด้วย ร้องไปร้องมา ผมเริ่มตีความเนื้อเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตได้ดังนี้ Row, row, row your boat เปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นดั่งเรือ ล่องอยู่ในลำธารของชีวิต ไม่ว่าจะเจอน้ำนิ่ง น้ำเชี่ยวกราด หรือโขดหิน เช่นเดียวกับความสุขหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เราก็พายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

  • การวางแผนในโลกที่ไม่มีแบบแผน

    การวางแผน… เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราถูกสอนตั้งแต่เด็กๆว่า ชีวิตเราถ้าจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีการวางแผน พอโตขึ้นมาเข้าสู่โลกการทำงาน เราก็เจอส่วนงาน หรือแผนกเกี่ยวกับการวางแผน สารพัดแผน ทั้ง Corporate Planning, Strategy Planning, Bla Bla Planning แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าหลายๆคนสังเกต คือ ไม่ว่าเราจะวางแผนดีแค่ไหน สิ่งที่เราเจอจริงๆจะเป็นไปตามแผนน้อยมาก (ถึงน้อยที่สุด) กลายเป็นเรื่องตลกทั้งน้ำตา เมื่อแผนกที่ชื่อเกี่ยวกับการวางแผน กลายเป็นแผนกที่ทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากที่สุด ผมเลยสงสัยมั้ยว่าแล้วเราจะวางแผนไปทำไม? … วันก่อนที่บริษัทมีผู้บริหารระดับสูง(มาก)มาเยี่ยมที่โรงงาน ผมได้มีโอกาสถามท่านถึงกลยุทธ์ในการบริหารการผลิตสินค้าในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งแน่นอนว่าแผน Business Continuity Plan (BCP) เป็นส่วนหนึ่งที่จะพยายามที่จะครอบคลุมและลดผลกระทบทางธุรกิจจากเหตุการณ์ต่างๆ ท่านบอกว่าแม้ความเป็นจริงจะไม่ตรงกับแผนที่วางไว้ ก็ยังจำเป็นต้องมีแผนอยู่ดี (ลองคิดภาพน้ำท่วมโรงงานโดยไม่มีแผนอะไร คงดูไม่จืด) แต่สิ่งที่ท่านเสริมหลังจากมีแผนแล้ว คือ ความเก่งของคนที่จะปรับแผนนั้นให้เข้ากับสถานการณ์ โดยเฉพาะการให้อำนาจการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนลงไปให้ใกล้กับหน้างานที่สุด เพราะทีมหน้างานจะรู้สถานการณ์ดีที่สุด และแน่นอนว่าคุณต้องมั่นใจว่าเขาเก่งพอที่จะรับผิดชอบได้ พนักงานฟังแล้วซึ้งกันเลยทีเดียว… … ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าการวางแผนระดับบริษัท หรือองค์กรยังเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี จะตรงไม่ตรงก็ต้องปรับกันไป แต่ระดับบุคคล ผมกลับเริ่มเห็นต่างว่าชีวิตเราควร Go with…

  • Career Ladder: เราฝากอนาคตไว้กับอะไร?

    ในชีวิตของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ นอกเหนือจากความมั่นคงในบริษัท ที่จะไม่ล้มละลาย หรือไล่เราออกก่อนที่เราต้องการ ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่หวังไว้ในการทำงาน คงไม่มีใครอยากจะทำงานเดิม ความรับผิดชอบเหมือนเดิม โดยไม่มีความก้าวหน้าตลอดชีวิต อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าตลอดชีวิตเลย แค่ให้ทำงานเดิม ซ้ำๆนานกว่าที่คาดหวัง หลายคนก็จะเริ่มกระสับกระส่าย หรือแม้กระทั่งมองหางานในที่ใหม่กันแล้ว โดยเฉพาะ Gen Y เช่นผม (เนียนได้อีก :P ) และน้องๆ ที่ความก้าวหน้ามีความหมายมากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนจะผูกความก้าวหน้าไว้กับการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆและสังคม หรือแม้แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สาวๆ (หรือหนุ่ม) ใช้พิจารณาว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนนี้ได้หรือไม่เลย! … ในมุมขององค์กร องค์กรใหญ่ๆระดับประเทศ หรือระดับโลก เค้ามีการคิดและพัฒนาเรื่องนี้มานาน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Career Path (แผนภูมิเส้นทางอาชีพ) และ Career Ladder (แผนภูมิบันไดอาชีพ) ขึ้นเพื่อให้รักษาพนักงานที่เก่งไว้เพื่อทำประโยชน์กับบริษัทให้ได้มากและนานที่สุด ที่ผ่านมาผมก็มองว่า Win-Win ได้ด้วยกันทุกฝ่าย บริษัทก็รักษาพนักงานที่ต้องการได้ พนักงานก็ได้เห็นและกำหนดอนาคตของตัวเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนา และงานที่ท้าทายในรูปแบบต่างๆ ปัญหาคือ ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจรอบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ยากมากถึงมากที่สุด ไหนจะเสถียรภาพของยูโร ไหนจะอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และอื่นๆอีกมากมาย ยังไม่นับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนที่สุด ธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่างๆ…

9 Comments

  1. หลายครั้งที่เรามักจะประเมินผู้อื่น (อย่างเมามัน)และถูกผู้อื่นประเมิน (โดยเฉพาะช่วงปลายปี 555++)
    แต่กลับลืมหรือไม่หาญกล้าพอที่จะประเมินตัวเองออกมาเป้นลายลักษร์อักษร

    (^-^)b

  2. ประเมินเรื่อง “”ทำประโยชน์ให้คนอื่น” ด้วย ชอบจัง ^ ^

    สังคมจะน่าอยู่มากขึ้น ถ้าเราไม่มองเฉพาะแค่ตัวเราเอง

  3. บอกได้คำเดียวว่า .. น่ารักจัง :)
    เป็นบล็อคที่ชอบที่สุดเลยที่ได้อ่านมาทั้งหมด

    ทะเลาะกันเพราะเรางี่เง่าเอง แล้วเราก็เถียงชนะเสมอ รู้ตัวหนิ ฮ่าๆๆๆ :P (เอ๊ะ ยังไง)

  4. อ่านจบไม่กล้าประเมินตัวเองเลยปีนี้ lol

  5. อ่านแล้วชอบไอเดียมากเลยค่ะ ขอยืมหัวข้อไปประเมินตัวเองบ้างนะคะ

  6. Great idea mak mak to do a yearly self evaluation ;) Like your writing duay ka!

  7. @vow: (^__^)
    @arjin: ไม่ลองไม่รู้นะเออ
    @Fon: ด้วยความเต็มใจครับ น้องฝน
    @Ada: Thank you krub!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *