|

Manager as Coach Workshop: คุณรู้จักการโค้ชรึปล่าว?

“จากสเกล 0-100 คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหน?”

คุณ Craig McKenzie ซึ่งเป็น Master coach และ facilitator ของ Workshop ได้โยนคำถามนี้ก่อนเริ่มการสอนแก่ผู้บริหารระดับสูงประมาณ 25 คน ให้มายืนเรียงกันตามลำดับความมั่นใจในการโค้ชของตัวเอง

จากการกะด้วยสายตา ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นโค้ชที่ดีประมาณ 25-50%

แต่หลังจากที่รู้ว่าการสั่ง การบอก การสอนลูกน้อง ไม่ถือว่าเป็นการโค้ช หลายคนถอยกราวลงมาเหลือไม่ถึง 25%

คุณ Craig บอกว่าการโค้ชเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบของ

  • การตั้งเป้าหมาย
  • การเริ่มหรือเปลี่ยนการกระทำที่จะปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน
  • ทบทวนว่าพฤติกรรมที่เราเปลี่ยนส่งผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกอย่างไร

ดูจากนิยาม ผมก็ไม่ได้แปลกใจหรือต่างจากที่คิดเท่าไหร่

ตลอด workshop 2 วัน ผมได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาผ่านกิจกรรม และแบบฝึกหัดต่างๆ รวมถึงเทคนิคการนำเสนอที่เข้าขั้นเทพมาก (ในฐานะที่เป็น Trainer เหมือนกัน)

แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ใหม่จาก workshop นี้มีจริงๆอยู่ 2-3 เรื่อง

  1. คนที่เป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในรายละเอียดของปัญหา เพราะโค้ชไม่ใช่คนตอบคำถาม หรือรู้ทุกเรื่อง โค้ชมีหน้าที่ถามคำถาม ให้อีกฝ่ายได้คิด คิดได้ด้วยตัวเอง หลายครั้งระหว่างฝึกที่เราต้องกัดลิ้นตัวเองไม่เผลอไปบอกคำตอบแม้ว่าเราจะรู้
  2. โค้ชที่ดีต้องปรับความตึงเครียด (tension) ของความสัมพันธ์ได้ดี ความตึงเครียดเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงศักยภาพของอีกฝ่าย เพราะถ้าชิวเกิน อีกฝ่ายก็จะไม่ได้ออกมาจากกรอบของตัวเอง แต่ถ้าเครียดเกินก็จะไม่มีอะไรคืบหน้าเช่นกัน
  3. การเป็นโค้ชยากกว่าที่คิด คุณต้องคอยสังเกต จุดร่วมพื้นฐาน (common ground) และความไว้วางใจ แล้วจึงปรับภาษากาย น้ำเสียง ลักษณะคำถาม ตาม เพราะถ้าความไว้ใจในตัวโค้ชไม่เกิดก็จบ นอกจากนี้สิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นโค้ช คือการเอาชนะอัตตาตัวเอง เพราะหน้าที่โค้ชคือดึงศักยภาพของอีกฝ่าย ไม่ใช่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าโค้ชเก่ง (แต่ไม่สามารถทำให้ตัวเองเก่งขึ้นได้)

สุดท้าย ผมเชื่อว่า คนที่จะโค้ชและดึงศักยภาพของทีมงานได้ดีที่สุดคือหัวหน้างาน แต่ปัญหาคือ ทักษะการโค้ช (อย่างถูกต้อง) ซึ่งเป็นที่สิ่งที่สำคัญแต่กลับเป็นที่ขาดแคลนมากในปัจจุบัน หลายคนบอกแค่หัวหน้าสอนงานให้ทำเป็นก็บุญแล้ว ไม่ได้หวังไปไกลขนาดดึงศักยภาพอะไรเลย

คำถามคือ แล้วเราจะสู้กับประเทศอื่นอย่างไร?

 

Similar Posts

  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นหัวหน้าที่ได้ใจลูกน้อง (in-touch leadership)

      การจะเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ใช่เื่รื่องง่ายเลย จากการได้เป็นเอง และโค้ชลูกน้องที่มีลูกน้อง พบปัญหาอย่างหนึ่งว่า หลายๆคนได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเนื่องจากทำงานเดิมได้อย่างยอดเยี่ยม หัวหน้าก็เลยเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามีลูกน้องบ้าง แต่พอเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแล้วกลับไม่สามารถรักษาระดับผลงานไว้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไม่มีใครสอนเรื่องการบริหารจัดการคน ก่อนที่จะได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้อง

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

  • ทำไมถึงไม่ควรส่ง e-mail งานตอนดึกๆ

      การทำงานแข่งกับเวลาในทุกวันนี้ แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่ต้องหอบงานกลับมาทำต่อที่บ้านหลังเลิกงาน ผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น ทั้งที่พยายามจะไม่ขนงานกลับบ้าน แต่หลายครั้งก็อดไม่ได้ หลายครั้งเวลาทำงาน ยุ่งกับการประชุม จนเวลาอ่านและตอบอีเมล คือ ตอนกลางคืน มีสมาธิเงียบๆที่บ้าน เมื่อคืนก็เป็นอีกคืนที่เผลอตอบเมลไปเรื่อยๆ ถึงตีหนึ่งกว่าก่อนนอน วันนี้ไปทำงาน หัวหน้าเรียกพบแต่เช้า #ผมนี่ยืนเลย ไม่ได้เรียกไปชม ว่าขยัน ทุ่มเททำงานนะ แต่เรียกไปถามว่าทำไมส่งเมลดึกๆกดดันคนในทีม ผมก็งงไปแป๊บนึง เพราะไม่เคยคิดในมุมนี้ คิดว่าเราตอบเมลในช่วงที่เราสะดวก คนรับอ่านตอนไหนก็ได้ ไมไ่ด้บังคับให้ตื่นมาตอบเมลทันทีตอนตี 3 ซะหน่อย แต่พอมีเวลามานั่งคิดสิ่งที่หัวหน้าแนะอีกมุม จะว่าไปก็จริงนะ ว่าไม่ควรส่งเมลตอนกลางคืนดึกๆ อย่างน้อย 3 ข้อ 1. การทำงานและส่งเมลดึกๆส่งผลกับการทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างชัดเจน การเอาพลังงานสำรอง ก๊อกสอง ก๊อกสามมาใช้ให้ทำงานนานขึ้น พักผ่อนไม่พอ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้ามีจุดสิ้นสุด ไม่ได้ทำจนเป็นปกติ เพราะทุกอย่างมีต้นทุนของมัน และต้นทุนนี้คือสุขภาพของเรา การทำงานได้นานอีก 3-4 ชั่วโมง ตอนกลางคืนและนอนไม่พอ จะส่งผลกับประสิทธิภาพของสมองและการทำงานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจะยิ่งเห็นผลของมันชัดเจน

  • |

    ความทุกข์ของคนเป็น Expat

    เวลานึกถึงภาพคนที่เป็น Expat ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงคนเก่ง มีความสามารถสูง ที่บริษัทลงทุนในการพัฒนา ส่งไปทำงาน หรือดูแลธุรกิจต่างประเทศ และแน่นอนสวัสดิการที่ดี ถึงดีมากกกก สำหรับคนกลุ่มนี้เพื่อชักจูงให้จากประเทศเกิดไป อยู่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคย ห่างไกลครอบครัว เพื่อนฝูง ไหนจะที่อยู่ฟรี รถบริษัท พร้อมคนขับ ค่าเล่าเรียนลูกในโรงเรียน inter และอื่นๆอีกมากมาย ตามตำแหน่ง และระบบของบริษัท ดูเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาซะนี่กระไร แต่ถ้าได้รู้จักคนกลุ่มนี้จริงๆ จะพบความจริงอีกด้านที่น่าสนใจ…

  • “คุณเข้าใจมั้ย?” คำถามที่ไม่ควรถาม

    “คุณเข้าใจมั้ย?” เมื่อก่อนผมมักใช้คำถามนี้ไม่ว่าจะเป็นกับทีมเวลาที่อธิบายงาน หรือเวลาเป็นผู้บรรยายสอนในอบรม หรือ workshp ต่างๆ เจตนาก็มาจากความหวังดีที่เราอยากให้อีกฝ่ายแน่ใจว่าเข้าใจสิ่งที่เราสอน หรืออธิบายจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องสื่อความผิดตามมา จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมได้เรียนรู้จากโค้ชผู้บริหารท่านหนึ่งว่า การถามว่าอีกฝ่ายเข้าใจมั้ย? เป็นประโยคคำถามที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ควรถาม ตอนแรกผมก็ทั้งงง ทั้งแปลกใจว่า เป็นไปได้อย่างไร จนได้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่อยากถามมักไม่กล้าถาม เท่าที่สังเกตดูเวลาที่ทั้งตัวเองถาม หรือคนอื่นถามคำถามนี้ แทบไม่มีคนตอบว่าไม่เข้าใจ และให้อธิบายเพิ่ม อาจเป็นเพราะ กลัวคนถามอายที่อธิบายไม่รู้เรื่อง เห็นคนอื่นไม่ถามเลยไม่กล้าถาม กลัวอายเพื่อนๆ คิดว่าตัวเองตามไม่ทัน ถามคำถามอะไรโง่ๆ ตัวเองไม่ตั้งใจฟัง ไม่รู้เรื่องทั้งหมด เลยไม่รู้จะตั้งคำถามว่าไม่เข้าใจประเด็นไหน สุดท้ายถามไปก็แทบไม่เคยได้ยินคนที่ตอบว่าไม่เข้าใจ ดังนั้นอย่าถามดีกว่า

  • Career Ladder: เราฝากอนาคตไว้กับอะไร?

    ในชีวิตของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ นอกเหนือจากความมั่นคงในบริษัท ที่จะไม่ล้มละลาย หรือไล่เราออกก่อนที่เราต้องการ ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่หวังไว้ในการทำงาน คงไม่มีใครอยากจะทำงานเดิม ความรับผิดชอบเหมือนเดิม โดยไม่มีความก้าวหน้าตลอดชีวิต อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าตลอดชีวิตเลย แค่ให้ทำงานเดิม ซ้ำๆนานกว่าที่คาดหวัง หลายคนก็จะเริ่มกระสับกระส่าย หรือแม้กระทั่งมองหางานในที่ใหม่กันแล้ว โดยเฉพาะ Gen Y เช่นผม (เนียนได้อีก :P ) และน้องๆ ที่ความก้าวหน้ามีความหมายมากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนจะผูกความก้าวหน้าไว้กับการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆและสังคม หรือแม้แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สาวๆ (หรือหนุ่ม) ใช้พิจารณาว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนนี้ได้หรือไม่เลย! … ในมุมขององค์กร องค์กรใหญ่ๆระดับประเทศ หรือระดับโลก เค้ามีการคิดและพัฒนาเรื่องนี้มานาน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Career Path (แผนภูมิเส้นทางอาชีพ) และ Career Ladder (แผนภูมิบันไดอาชีพ) ขึ้นเพื่อให้รักษาพนักงานที่เก่งไว้เพื่อทำประโยชน์กับบริษัทให้ได้มากและนานที่สุด ที่ผ่านมาผมก็มองว่า Win-Win ได้ด้วยกันทุกฝ่าย บริษัทก็รักษาพนักงานที่ต้องการได้ พนักงานก็ได้เห็นและกำหนดอนาคตของตัวเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนา และงานที่ท้าทายในรูปแบบต่างๆ ปัญหาคือ ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจรอบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ยากมากถึงมากที่สุด ไหนจะเสถียรภาพของยูโร ไหนจะอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และอื่นๆอีกมากมาย ยังไม่นับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนที่สุด ธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่างๆ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *