1 วิธีเพิ่มความสุขของตัวเอง (และผู้อื่น) ในช่วง Work From Home

หลังจากได้กลับมา Work From Home รอบที่ 2 ได้ซักพัก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นความแตกต่างคือ ตอน Work From Home รอบแรก บริษัทส่วนใหญ่จะมองหาวิธีที่จะรักษา หรือเพิ่ม productivity ของพนักงาน ในยามที่เราอยู่ไกล ไม่เห็นหน้าในออฟฟิศกันเหมือนเคย

จึงไม่แปลกที่จะตารางการประชุมออนไลน์ เพิ่มขึ้นจนแทบทุกคนบ่นว่า แม้จะประหยัดเวลาเดินทาง แต่ทำงานหนัก และนานกว่าเดิมมาก

พอได้กลับมา Work From Home รอบที่ 2 ซึ่งเริ่มทำใจว่าคงจะไม่ได้เห็นหน้าหัวหน้า และทีมงาน รวมไปถึงลูกค้าอีกพักใหญ่ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกขาดไป คือการได้ chit chat หรือคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงาน

ทุกการประชุมออนไลน์ คือ เรื่องงานที่มี วาระ และหัวข้อที่จะคุย หรือนำเสนอชัดเจน พอประชุมเสร็จก็วางสายแยกย้ายไป ประชุมต่อไป

โอกาสที่จะได้รับ feedback หรือ คำชม จากเพื่อนร่วมงานตอนเก็บเอกสารหลังประชุมเสร็จเหมือนเมื่อก่อนก็หายไป

ทำให้ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า และได้รับการยอมรับ (recognized) จากงานที่ทำลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความสุขในการทำงาน

เพราะฉะนั้น ถ้าให้แนะนำว่าช่วง Work From Home ควรทำอะไรเพิ่ม ผมแนะนำให้คุณ

หาโอกาสชมเพื่อนร่วมงาน

ยิ่งสามารถชมจนเป็นนิสัยได้ยิ่งดี

หลักการชมมีแค่ 3 ข้อง่ายๆ คือ

  1. เรื่องที่ชมต้องเป็นเรื่องจริง อาจเป็นมุมเล็กๆ ที่เราสังเกตเห็นและชื่นชม
  2. เวลาชม ให้บอกรายละเอียด พฤติกรรม หรือสิ่งที่เราชอบ และถ้าเป็นไปได้บอก impact จากสิ่งที่เขาทำว่าส่งผลกับเรา ทีม หรือองค์กรอย่างไร
  3. อย่ารอ รีบชมเลยเมื่อมีโอกาส อย่าเก็บไว้เป็นวัน หรือสัปดาห์

หลายคนคิดว่าการชมคนอื่น จะทำให้คนที่ถูกชมมีความสุข ซึ่งถูกต้องครับ แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือคนที่ชมมีความสุขมากกว่า เปรียบเหมือนการให้ของขวัญที่คนให้มีความสุข หรืออิ่มใจไม่น้อยไปกว่าคนรับ

ในกรณีที่คุณเป็นหัวหน้า หรือผู้บริหารระดับสูง การชมเพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องจะเป็นการสร้างแบบอย่างให้คนในองค์กร ทำตาม อย่าลืมนะครับ ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งมีคนจับตามองสิ่งที่คุณทำอยู่ตลอด ไม่ว่าจะคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้ มีงานวิจัยบอกว่าหากพนักงานมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า productivity ของงานก็จะสูงขึ้นด้วย

เห็นมั้ยครับว่า การชมคนอื่น ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติม หรือต้องขออนุญาตหัวหน้า แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความสุขของตัวเรา และเพื่อนร่วมงานในช่วงที่เราอยู่ไกลกันแบบนี้ได้

มาช่วยเพิ่มความสุขให้เพื่อนร่วมงาน และตัวคุณเองด้วยกันนะครับ

Similar Posts

  • |

    วิธีช่วยให้คุณล้มเหลวได้บ่อยขึ้น (อย่างภูมิใจ)

    Failure is success in progress. – Albert Einstein ผมเคยมีความเชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลว จึงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และล้มเหลวเท่าที่ทำได้ เพราะคิดว่าถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าความสำเร็จยิ่งอยู่ห่างกับเราเหลือเกิน อาจทำให้ท้อแท้และถอดใจสู้ได้ แม้ตอนหลังจะรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาก่อน และถ้าเราเพิ่มจำนวนครั้งของความล้มเหลวจากความพยายาม (แต่ต้องเรียนรู้ที่จะไม่พลาดเพราะสาเหตุเดิมด้วยนะ) ยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น  แต่ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมด้วย คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกแย่ หรือกลัวขึ้นเวลาต้องลองอะไรใหม่ๆนอกความคุ้นเคย (comfort zone) ของเรา เพื่อที่เราจะกล้าล้มเหลวได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น หลังจากลองมาหลายวิธี วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ…

  • |

    ประชุมให้ได้งาน: Working Meeting

    การประชุม กับ การทำงาน มักจะเป็นเรื่องที่หนีกันไม่พ้น เมื่อเราต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกับการประชุม คำถามคือ จะประชุมอย่างไรให้ได้งาน เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับหลักทั่วๆไปเกี่ยวกับการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การมีวาระการประชุม ควบคุมให้อยู่ในประเด็น หรือ จดบันทึกการประชุม เป็นต้น วันนี้หัวหน้าแนะนำทีม (เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้) ว่าให้ประชุมแบบ working meeting working meeting นี้เป็นยังไง? working meeting คือ การใช้ประชุมเป็นตัวขับเคลื่อนให้ได้งาน 

  • |

    ตาดีข้างเดียวในหมู่ตาบอด

    ห่างหายจากการอัพเดตบล็อกมานาน วันนี้มาสั้นๆระหว่างบินมาประชุม+workshop ที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะกลับไทยมะรืนนี้ วันก่อนได้เรียนการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์องค์กรตัวหนึ่ง ซึ่งฟังทฤษฏีแล้วก็ไม่น่ายากอะไร แต่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของเครื่องมือตัวนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนนำ (ซึ่งต่อไปก็จะเป็นข้้าพเจ้า ^^”) มากๆ คนสอนซึ่งมีประสบการณ์การใช้เครื่องมือนี้มากว่า 15ปี แสดงตัวอย่างให้ดูก็งั้นๆ ไม่น่ายากอะไร แต่พอถึงช่วงที่ให้แต่ละกลุ่มนำเครื่องมือตัวนี้ไปใช้ถึงรู้ว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ โชคดีที่พี่เลี้ยงกลุ่มก็น่ารัก ช่วยสังเกต และช่วยแนะนำตัวอย่างคำถามและเทคนิคต่างๆ จนผ่านไปได้อย่างกระท่อนกระแท่นทั้งกลุ่ม… สุดท้ายคนสอนพูดสรุปว่า don’t wait to be perfect before using this tool. อย่ารอให้สมบูรณ์แบบก่อนถึงจะทำ Practice, Practice, and Practice! ฝึกและเรียนรู้ไปเรื่อยๆจากการทำ ตาดีข้างเดียวในหมู่คนตาบอด ก็มีประโยชน์มากพอแล้ว ครั้งแรกของเค้าก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนนี้หรอก . นึกไปก็จริงแฮะ เครื่องมือนี้เรารู้ดีที่สุดในองค์กรแล้ว จะไปกลัวทำไม ขนาดภาษาจีนของตัวเองที่ยังงูๆปลาๆ แต่มาที่นี่กลายเป็นฮีโ่ร่พาน้องๆคนไทยเข้าร้านอาหารจีนสั่งได้ แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว ถ้าไม่กล้าพูดเพราะคิดว่าพูดเป็นประโยคไม่ได้ถูกต้องก็คงอดกินของอร่อยๆแบบนี้… ^__^ . ขอเอาใจช่วยทุกคน(ตัวเองด้วย)ให้มีความกล้า ในการทำสิ่งดีๆ โดยเฉพาะครั้งแรกๆ… :) สู้โว้ยย…

  • ยินดีที่ไม่รู้จัก: 3 เทคนิคสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

    คุณเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่เรารู้จัก แล้ว(ควร)ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามั้ย? อาจจะเป็นวันแรกของการทำงานในบริษัทใหม่ เริ่มงานแผนกใหม่ หรือบริษัทส่งไปอบรมข้างนอกแล้วนั่งข้างคนที่มาจากบริษัทอื่น ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนของแฟน หรือเป็นตัวแทนบริษัทไปงาน networking ทางธุรกิจเพื่อหาลูกค้าใหม่ สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ไม่เคยมีปัญหากับการทำความรู้จัก หรือสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นไม่ใช่น้อย แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนั้นล่ะ? คุณกลัว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะคุยเรื่องอะไร ทำตัวอย่างไรดีกับคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก  ในใจก็รู้ว่าการไม่คุย หรือทำความรู้จักกับคนใหม่อาจทำให้เสียโอกาสต่างๆในอนาคต อาจทำให้คนอื่นมองว่าเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวอยู่มุมห้อง หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เขินไป พร้อมกับภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วที่สุด ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ผมพูดถึง ไม่ต้องเสียใจ ผมมีหลัก 3 ข้อมาแนะนำในการสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามาฝาก ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ผมทดลองใช้กับตัวเองแล้วได้ผลดีกว่าที่คิด และช่วยให้ผมไม่กลัวที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ 1.) สนใจคนที่เราคุยด้วย

  • 60B430 Project

    จะว่าไปปีนี้ก็จะอายุขึ้น30แล้ว หาอะไรทำสนุกๆดีกว่า ว่าแล้วก็ตั้งเป็นProject ชื่อเก๋ๆว่า 60B430 (sixty before thirty) Project แปลง่ายๆว่าลดน้ำหนักลงมาที่60 กิโลกรัมก่อนอายุขึ้น30 ถามว่าทำไมเป็น60กิโลกรัม? จริงๆน้ำหนักที่เหมาะสมของผมอยู่ที่ 62 แต่ผมได้ factor เผื่อความขี้เกียจ และทำให้เป้าหมายท้าทายขึ้นอีกหน่อย เลยปัดเป็นเลข60 กลมๆ วิธีการ ก็ใช้วิธีง่ายๆ ถือเป็นการทดลอง(กับตัวเอง)ไปในตัว คือ ปรับtemplate ที่มาจากหนังสือ The 4-Hour Body ให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง และพิมพ์แปะในห้องนอน ชั่งน้ำหนักทุกวันและใส่จุดน้ำหนักตัวเองทุกวัน หน้าที่เราก็แค่อย่าให้น้ำหนักออกขอบบนกับขอบล่าง แค่นั่นเอง! ไม่มีแผนการคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นพิเศษ สองหลักการที่จะช่วยแผนนี้ได้ผล ทำให้เห็นชัด(Visibility) เอากันให้ชัดๆเลยว่าแต่ละวันน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ต้องชั่งเวลาเดียวกันจาก ตาชั่งเดียวกันทุกวัน บอกทุกคนถึงเป้าหมายนี้(Peer Pressure) เป็นแรงกดดันอ่อนๆ ไม่ใช่เราล้มเลิก (ง่ายเกินไป :P) แล้วมาดูกันว่า Project นี้จะได้ผลอย่างที่ต้องการมั้ย? :) ข้างล่างจะเป็นบันทึกในแต่ละช่วง จนถึงวันเกิด ว่าเจอเทคนิึึคอุปสรรคอะไรตลอด project นี้มาเล่าสู่กันฟัง……

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2019

    ก่อนที่ผมจะประเมินตัวเองในด้านต่างๆ เหมือนทุกสิ้นปี ถ้ามองกลับว่าปีนี้อะไรเป็น theme ที่ผมเห็นว่าโดดเด่นออกมามากที่สุด คงเป็นเรื่องการ connecting people สร้างความรู้จักกับคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายวงการ และเพิ่มความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักอยู่แล้วผ่านทักษะการฟัง และการถามที่ได้จากการเรียนการเป็นโค้ช รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปีนี้ใน theme connecting people เป็นรูปที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในงานของบริษัท ซึ่งอ.ชัชชาติเป็นหนึ่งใน role model ที่ผมอยากมีโอกาสได้รู้จัก และสัมภาษณ์ และก็ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ถือเป็นการสัมภาษณ์แบบชัช(ชาติ)ชัช(พล) ที่ได้ซึมซับพลังงานด้านบวกจากบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt down vs Year Ago (YA) ปีนี้แม้จะได้ไม่ได้ป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาล แต่ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายลดลงเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร highlight ของสุขภาพปีนี้คือการลดน้ำหนักลงมามากที่สุด 4 กิโลกรัมเทียบกับตอนต้นปี แม้ตอนเดือนสุดท้ายจะขยับขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก การงาน (A) flat vs YA

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *