4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น

Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป

ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ

แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ

1. Context

เวลาที่เรามองหาว่าคนไหนเก่ง เป็น Talent ขององค์กร ปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาควบคู่กับผลงาน คือ context หรือบริบทงานของคนนั้น เช่น บางคนเก่งแต่ทีมไม่ดี หรือตลาดอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ผลงานไม่ดี หรือบางคนผลงานดีเพราะลูกน้องเก่ง หรืออยู่หน่วยงานที่ไม่ค่อยมีปัญหา เป็นต้น เพื่อที่จะเข้าใจว่า performance ที่ดี หรือไม่ดีนั้นมาจากปัจจัยภายนอกมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้น ถ้าต้องการจะเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง Talent องค์กรควรหาวิธีที่จะทำให้เทียบกันแบบ apple to apple ให้ได้มากที่สุด

2. Interdependence

ปัจจัยที่สอง คือ ความพึ่งพาของทีมหรือองค์กรต่อผลงาน

ในการทำงานส่วนใหญ่ มีโอกาสน้อยมากที่ผลงานมาจากพนักงานคนเดียว 100% ส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากทีม หรือระบบสนับสนุน และทรัพยากรต่างๆ ขององค์กร ดังนั้นเวลาที่บริษัทดึงตัว Superstar ของคู่แข่งมาร่วมงาน แล้ว Superstar คนนั้นไม่สามารถสร้างผลงานที่อย่างที่เก่า ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง แต่สาเหตุหนึ่งอาจมาจาก interdependence ของ Superstar กับทีมงาน และองค์กรเดิม

การประเมินผลงานจึงจะได้ผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในระดับทีมมากกว่าระดับตัวบุคคล หรือถ้าต้องการเข้าใจภาพผลงานของตัวบุคคล ก็ควรหาสัดส่วน contribution ของคนในทีมต่อผลงานนั้น เพื่อเห็นภาพได้ชัดขึ้น

3. Self-fulfilling Prophecies

ปัจจัยต่อมาคือความต่างของผลงานอันมาจากความคาดหวังที่ต่างกัน จนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์ความคาดหวังสร้างความจริง” เช่น หัวหน้าเชื่อว่าลูกน้องคนนี้เก่ง ก็เชื่อใจ และให้งานที่ท้าทาย ลูกน้องเห็นหัวหน้าไว้ใจ ก็ทำงานถวายหัว จนผลงานออกมาดี เทียบกับลูกน้องอีกคนที่เก่งไม่ต่างกัน แต่หัวหน้าดันไม่ถูกชะตา และคิดว่าไม่เก่ง ทำให้ไม่ค่อยใส่ใจ ไม่สอนและมอบหมายงานที่ท้าทาย ลูกน้องคนนี้ก็ทำงานแบบชิวๆ ไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ของตัวเอง และเป็นการยืนยันความเชื่อของหัวหน้าว่าคนนี้ไม่เก่งอย่างที่เชื่อ และคิดถูกแล้วที่ไม่มอบหมายงานสำคัญให้

ปัจจัยนี้แม้จะควบคุมยาก เราอาจตั้งคำถามถึงการเข้าถึง resource ที่สำคัญต่างๆ อย่างทั่วถึง และเป็นธรรมกับพนักงาน หรือเตรียมการป้องกันไม่ให้ความคาดหวังที่แตกต่างมีผลกับการประเมิน Talent ขององค์กร

4. Reverse Causation

ปัจจัยสุดท้ายนี้ถูกใจผมเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่คนพลาดเยอะมาก (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) เวลาที่เรามองเห็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน สมองเราจะพยายามหาความเป็นเหตุเป็นผลให้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะถ้าเรารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเหตุ เป็นผลกัน

 

Correlation doesn’t imply causation.

 

ประโยคนี้มาจากตอนที่ผมเรียนเรื่องนี้ อ่านแล้วขีดเส้นใต้หนาๆ ไว้เตือนใจ เพราะความเป็นจริงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเหตุเป็นผลกันเสมอไป อาจจะเป็นเหตุเป็นผลจริง (direct causation) หรือ เข้าใจผิดสลับทางกันเป็น reverse causation ก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมยกตัวอย่างของ reverse causation เรื่องหนึ่ง

คุณคิดว่าผู้นำที่มี charisma เป็นมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าผู้นำที่ไม่มี charisma มั้ย?

คนไม่น้อยเชื่อว่า ผู้นำที่มี charisma (เหตุ) จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ (ผล) มากขึ้น ซึ่งจากการวิจัยและเก็บข้อมูลจริง พบว่าผู้นำที่มี Charisma ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากกว่าผู้นำไม่มี charisma เลย แต่ในทางกลับกัน

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะถูกมองว่ามี charisma มากขึ้น (reverse causation)

กลับมามองที่การประเมิน Talent ขององค์กรเราดูว่า ปัจจัยที่เราคิดว่าเป็นเหตุ เป็นผลกัน เป็นความจริง หรือเป็นแค่ความเชื่อของเรา หรืออาจเป็นตรงกันข้ามกับที่เราคิดก็ได้

 

ศาสตร์ของ Talent Analytics เพิ่งเริ่มได้ไม่นาน และกำลังพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ตามจำนวนข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะหาวิธีใช้ข้อมูลในการประเมินคนเก่งให้ได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด 4 ปัจจัยนี้ถ้าสังเกตดีๆ เป็นการดึง bias ต่างๆ ที่ฝังอยู่ในความคิดของผู้ประเมินออกมาให้เห็น เพื่อจะทำให้การใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ได้ผลออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

  • |

    Commitment

    วันนี้มีโอกาสได้ให้หัวหน้าโค้ชให้เรื่องทำอย่างไรถึงจะพัฒนาจากหัวหน้าที่ดีเป็นหัวหน้าที่ยอดเยี่ยม… สิ่งหนึ่งที่หัวหน้าย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือเรื่องของ commitment หรือคือการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนอื่น (โดยเฉพาะหัวหน้า) สำหรับผู้บริหารสูงๆนั้น ไม่มีคำแก้ตัวสำหรับคนที่ไม่สามารถทำได้ตามที่สัญญาไว้ ไม่มีเลย… ตัวอย่างที่หัวหน้ายกมาประกอบก็ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่เห็นภาพสุดๆ… เป็นเรื่องของ A.G. Lafley CEO ของ P&G ที่บอกกับผู้ถือหุ้นที่ Wallstreet ว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก (two digits)หรือมากกว่า 10% ทุกปีติดต่อกันสิบปี… 6-7 ปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำได้อย่างที่พูด คือ มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ทุกปี จนกระทั่งปีนี้… ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมากในปีนี้ ทำให้ A.G. ออกมากับตลาดหุ้นว่าปีนี้จะขยายตัวเป็นตัวเลขหลักเดียว หรือ น้อยกว่า 10% ซึ่งในสภาพตลาดซบเซา กำลังซื้อหดตัวแบบนี้ แค่การขายให้ได้มากกว่าปีที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องที่สุดยอดแล้ว แถมเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นสุดๆ แต่… ทันทีที่ประกาศออกไป หุ้น P&G ร่วงมากว่า $20 ทันที แม้ว่าในปีนี้บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสูงว่าหลายๆปีที่ผ่านมาก็ตาม เพราะอะไร… เพราะบริษัทไม่สามารถทำตามที่พูดได้ ฉันใดก็ฉันนั้น… เราก็ต้องฝึกที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ได้รับปากกับคนอื่นไว้เหมือนกัน ขอสรุปด้วยคำพูดของหัวหน้าเกี่ยวกับความคาดหวังของการรักษาสิ่งที่สัญญาไว้ อาจจะไม่ตรง…

  • [Mentor แบบชัชๆ] มองวิกฤตเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

    [Mentor Profile] Senior Vice President and Board Member, Leadership Development and Internal Consulting Me: องค์กรคุณได้รับผลกระทบเรื่องการปรับลดคน จากสภาพเศรษฐกิจช่วงปีนี้มั้ยครับ Mentor: ก็ไม่เชิงนะ ทีมผมเพิ่งมีคนลาออกไปหนึ่งคน เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ผมไม่มัปัญหาต้องลดคน แต่ผมเลือกที่จะไม่หาคนมาแทนเอง Me: แล้วในทีมไม่บ่นเหรอครับ Mentor: ก็มีบ่นเป็นปกติแหละ แต่เราต้องแยกให้ออกว่าระหว่างส่วนของอารมณ์ กับตัวเนื้องานจริง ๆ ในส่วนของอารมณ์ ผมเข้าใจว่าทีมก็ต้องมีบ่น หรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลในช่วงแรกเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 4 ขั้นของการเปลี่ยนแปลง (4 Phases of transition: Denial > Resistance > Exploration > Commitment) สิ่งที่ผมทำคือ รับฟัง เข้าใจ และท้าทายให้ทีมตั้งคำถามกับขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมาขึ้น โดยให้จำนวนคนเท่าเดิม ส่วนตัวเนื้องานผมก็ดูเรื่องการกระจายงานในทีม ไม่ใช่หนักที่คนไดคนหนึ่งจนทำไม่ไหว…

  • 5 นิสัยสร้างความสุขต้อนรับปีใหม่

    ปีใหม่ทุกปีเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง เตรียมพร้อมรับสิ่งดีๆต้อนรับสิ่งปีใหม่ ช่วงนี้หลายคนคงได้รับคำอวยพรในรูปแบบต่างๆ ทั้งการ์ดอวยพร, e-mail, หรือแม้แต่ข้อความอวยพรเก๋ๆใน LINE เพื่อส่งความสุขให้แก่กัน พูดถึงความสุข เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากมี แต่แทนที่จะอวยพรส่งความสุขเหมือนคนอื่น ผมขอส่งความสุขด้วยการแนะนำ 5 นิสัยสร้างความสุข (Happy habits) จาก Shawn Achor ผู้แต่งหนังสือ The Happiness Advantage: The Seven Principles of Positive Psychology That Fuel Success and Performance at Work ซึ่ง Shawn บอกว่า เพียงทำติดต่อกัน 21 วัน หรือ 3 อาทิตย์ จนเป็นนิสัยคุณจะมีความสุขเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน ทุกเช้า เขียน 3 อย่างที่เรารู้สึกอยากขอบคุณ จะขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ที่คอยดูแล ขอบคุณแมวที่นอนข้างกัน หรือขอบคุณที่ตื่นมายังมีลมหายใจก็ได้ แต่ต้องคิดใหม่ทุกวัน อย่าซ้ำเดิม ใช้เวลา…

  • Brian Tracy: Coaches in BKK – 15 June 2016

    สำหรับคนที่สนใจอ่านหนังสือด้านการพัฒนาตัวเอง ส่วนใหญ่คงเคยผ่านตากับชื่อ Brian Tracy หนึ่งในนักพูด และนักเขียนเรื่องการพัฒนาตัวเองระดับโลก ซึ่งมีหนังสือขายดีระดับ Best Seller หลายเล่ม เช่น Eat that frog!, Million Dollar Habits, The Phychology of Selling เป็นต้น ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนที่ติดตามอ่านหนังสือของ Brian มาหลายปี พอเห็นข่าวว่าจะมาจัดสัมนาในกรุงเทพฯ เลยหารายละเอียดเพิ่มเติมมาฝาก สัมมนาครั้งนี้จัดวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่โรงแรม Swissotel Le Concorde กรุงเทพฯ แบบเต็มวันตั้งแต่ 8.00 – 19.00 น. เนื้อหา… “HOW DO MOST SUCCESSFUL MANAGERS GROW THEIR BUSINESS IN ANY MARKET?”  

  • ยินดีที่ไม่รู้จัก: 3 เทคนิคสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

    คุณเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่เรารู้จัก แล้ว(ควร)ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามั้ย? อาจจะเป็นวันแรกของการทำงานในบริษัทใหม่ เริ่มงานแผนกใหม่ หรือบริษัทส่งไปอบรมข้างนอกแล้วนั่งข้างคนที่มาจากบริษัทอื่น ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนของแฟน หรือเป็นตัวแทนบริษัทไปงาน networking ทางธุรกิจเพื่อหาลูกค้าใหม่ สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ไม่เคยมีปัญหากับการทำความรู้จัก หรือสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นไม่ใช่น้อย แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนั้นล่ะ? คุณกลัว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะคุยเรื่องอะไร ทำตัวอย่างไรดีกับคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก  ในใจก็รู้ว่าการไม่คุย หรือทำความรู้จักกับคนใหม่อาจทำให้เสียโอกาสต่างๆในอนาคต อาจทำให้คนอื่นมองว่าเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวอยู่มุมห้อง หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เขินไป พร้อมกับภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วที่สุด ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ผมพูดถึง ไม่ต้องเสียใจ ผมมีหลัก 3 ข้อมาแนะนำในการสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามาฝาก ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ผมทดลองใช้กับตัวเองแล้วได้ผลดีกว่าที่คิด และช่วยให้ผมไม่กลัวที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ 1.) สนใจคนที่เราคุยด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *