ประเมินผลงานตัวเองในปี 2021

ปี 2021 เป็นปีที่เราได้อยู่กับ COVID-19 เต็มๆ เป็นปีที่ 2 เป็นปีที่คนเริ่มล้า และมีอาการ burnout กันหลังจากหวังว่า ทุกอย่างน่าจะกลับไปเหมือนเดิม บางคนตั้งใจจะเตรียมไปเที่ยวหลังจากอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนมาปีกว่าๆ บางคนไม่ได้เจอหน้าครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน เป็นปีที่อีกหลายคนใช้พลังก๊อกสุดท้ายเพื่อประคองตัวเองให้พ้นปีนี้ไปได้

ถ้า Theme ปีที่แล้วของผมคือ Rethink สำหรับปีนี้ผมยกให้เป็นเรื่อง Resilience ที่เด่นชัด การปรับตัวกับอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อ ปัญหาต่างๆ ที่ทั้งคาดเดาได้ และคาดเดาไม่ได้โดยพยายามหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของวิกฤตนี้

รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2021 เป็นรูปที่ผมคุ้นที่สุดตลอดการทำงาน Work From Home ที่เราประชุมกับทีมหรือลูกค้าผ่าน Zoom หรือ MS Teams หรือแม้แต่การบรรยาย การจัด virtual workshop จนถึงจุดที่เริ่มลงทุนกับอุปกรณ์ทั้ง Webcam ไฟ ring light รวมถึงเพิ่ม speed WIFI เพื่อเพิ่มความเป็นมืออาชีพ และประสบการณ์ที่ดีกับอีกฝ่าย

สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt up vs Year Ago (YA)

สุขภาพปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีน่าพอใจ น้ำหนักตัวลดลงมาเกือบ 2 กิโลกรัม และรักษาได้ตลอดปี พยายามกระโดดเชือกบนดาดฟ้าตอนฟิตเนสปิด และวิ่ง 5 km ตอนฟิตเนสเปิด ถ้าจะไม่ดีก็ตอนที่น้ำหนักกลับมาขึ้นช่วง 2 อาทิตย์สุดท้ายของปีนี่แหละ

ผลตรวจสุขภาพในปีนี้นอกจากค่าต่างๆ จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณหมอบอกว่าไขมันที่พอกตับบางๆ ปีที่ผ่านมาหายไปด้วย ถือเป็นอีกข่าวดีจากการพยายามออกกำลัง และควบคุมอาหาร(บ้าง) ในปีที่ผ่านมา

สำหรับปีหน้า ยังตั้งใจรักษาความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายให้พร้อมรับมือความเครียดจากงาน และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่ดี

การงาน (B+) flat vs YA

ด้านงานในปีนี้ผมรู้สึกท้าทายกับโครงการใหญ่โครงการหนึ่งที่ได้รับผิดชอบ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นลูกค้าใหม่ ในอุตสาหกรรมใหม่ บวกกับความคาดหวังที่สูงมากจากลูกค้า แม้ทุกคนจะเหนื่อยกว่าโครงการอื่นๆ แต่เพราะความทุ่มเท และการเปิดใจจากลูกค้า ทำให้โครงการสำเร็จไปได้ด้วยดี และได้รับการยอมรับจากผู้บริหารของลูกค้า ในขณะที่ผมและสมาชิกในโครงการก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน และวิธีการบริหาร stakeholders ที่มีหลายมิติกว่าโครงการอื่นๆ ซึ่งสามารถปรับใช้กับโครงการลักษณะคล้ายๆ กันในอนาคตได้

ในแง่ความสนุกในการทำงาน การ WFH นานๆ ผมรู้สึกว่าขาดสีสันของการเจอกันทั้งกับลูกค้าและทีมงาน แถมเวลาทำงานที่ลากยาวทั้งแนวตั้ง และแนวนอน จนบางช่วง สับสนวันทำงานกับเสาร์ อาทิตย์ เพราะทุกวันรู้สึกเหมือนกันไปหมด ซึ่งส่งผลกับพลัง และความสนุกในการทำงาน โชคดีที่พยายามเช็คตัวเอง และหาเวลาพักผ่อน หรือออกกำลังกายเพื่อให้ไม่รู้สึกล้าจนเกินไป

ทีมงานแม้จะมีการเปลี่ยนหมุนเวียนทั้งภายใน หรือเวียนออกไปตามความฝันของตัวเอง ก็ถือว่าโชคดีที่องค์กรสามารถคัดคนเก่ง และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ซึ่งผมมองว่าสำคัญกว่าความเก่ง ทำให้เราสามารถลุยทำงานให้ลูกค้าได้ตลอดทั้งปี

การเงิน (B) 1pt down vs YA

การเงินปีนี้แม้จะลดค่าใช้จ่ายได้เยอะ เพราะไม่ได้แทบไม่ได้ออกไปไหนเลยทั้งปี แต่ที่ให้คะแนนตัวเองลดลง เนื่องจากมีโครงการใหญ่ที่ต้องใช้เงินซึ่งตอนนี้ก็ดึงเงินสดจากแหล่งต่างๆ ของตัวเองมาเกือบหมด ทำให้ไม่ได้ลงทุนอะไรใหม่ ประกอบกับที่หารายได้ทางอื่นเข้ามาเพิ่มเติมได้น้อยกว่าที่คาด

ปีหน้าตั้งใจจะใช้มืออาชีพช่วยในการบริหารการเงินภาพใหญ่ เพื่อเพิ่มผลตอบแทน และปิดความเสี่ยงที่อาจมองข้ามไป

สภาพจิตใจ (B) 1pt down vs YA

สภาพจิตใจปีนี้รู้สึกว่าเหนื่อย และล้าเทียบกับปีที่แล้วพอสมควร โชคดีที่สถานการณ์ COVID-19 ที่ดีขึ้นช่วงปลายปีพอที่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว และการพักช่วงปลายปีที่ช่วยให้จิตใจได้ฟื้นฟูจากงานที่ peak ยาวตลอดแทบทั้งปีที่ผ่านมา

สิ่งหนึ่งที่ผมบังเอิญพบว่าช่วยสภาพจิตใจของตัวเองเวลาเหนื่อยๆ นอกจากการออกกำลังกาย หรือเล่นกับลูก คือการอ่านนิยายที่ชวนเราหลุดไปอีกโลก ซึ่งนิยายที่ผมอ่านและชอบมากในปีนี้คือ The Signature of All Things ของ Elizabeth Gilbert

ครอบครัว (B+) flat vs YA

การ Work From Home ที่ลากยาวมาจากปีที่แล้วในมุมนึงก็ทำให้ได้อยู่กันพร้อมหน้าทั้งพ่อ แม่ ลูก 24 ชั่วโมง ได้เห็นว่าลูกโตขึ้นเร็วมาก ความท้าทายในการแบ่งเวลาระหว่างทำงานกับเวลาครอบครัวยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ ในอีกมุมนึงก็เป็นห่วงลูกเรื่องสังคมเพราะที่ไม่มีโอกาสเจอญาติ หรือเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นเวลานานๆ อาจส่งผลกับทักษะการปรับตัวเข้ากับคนอื่นในระยะยาว

การพัฒนาตัวเอง (A-) 1 pt down vs YA

การพัฒนาตัวเองปีนี้คิดว่าทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่ยังไม่มี breakthrough ที่น่าพอใจ เริ่มจากการเสพ content ที่ใช้แนวทางจากปีที่แล้วที่จะฟังสรุปหนังสือ Bliskist และ podcast น่าสนใจที่ตามอยู่ และซื้อหนังสือใน Kindle มาอ่านถ้าคิดว่าคุ้มกับเวลาที่จะใช้ในการอ่านเล่มนั้น ตามที่ track ไว้ใน goodreads ปีนี้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษจบไป 33 เล่ม จากเป้าที่ตั้งไว้ตอนต้นปีที่ 25 เล่ม

ปีได้ลองสมัคร The Wall Street Journal และ The New York Times ไว้อ่านข่าวหลังจากที่ได้ยินมานานแต่ที่ผ่านมารู้สึกว่าแพง พอได้อ่านแล้วติดใจคุณภาพของข่าว และเนื้อหามาก ส่วนตัวชอบ NY Times มากกว่าเพราะความหลากหลายและเนื้อหาที่อ่านแล้ถูกจริตมากกว่า

ได้เรียน online course ไป 2-3 course แต่เรียนไม่จบ หลักสูตรที่เรียนจนจบและได้นำมาใช้จริง คือ Relationship Xpansion for Professionals ของ Gray Matters Group และ Action Learning Coach Certification Program ของ WIAL เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์สามารถใช้ได้กับทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

People Capital (B) 1 pt down vs YA

การสร้าง connection ใหม่ในปีนี้มีแม้มีจำนวนไม่มากเลยเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่กลับได้ในมุมคุณภาพมากขึ้น การ reach out หาหลายๆ คน หรือการทำความรู้จักกับคนที่ใหม่ๆ แล้วสามารถสร้างความไว้ใจได้เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ได้จากการเรียนรู้และต่อยอดจากสิ่งที่เรียน ซึ่งมีประโยชน์กับการทำงาน และความกว้างของ network มากขึ้น

ปีหน้าในส่วนของงานตั้งใจจะทำให้ตัวเองเป็น trusted advisor สำหรับผู้บริหารของลูกค้าที่มากกว่าขอบเขตงานของโครงการ ในเรื่องส่วนตัวก็ตั้งใจจะขยาย และต่อยอดจาก connection ที่มีเพื่อสร้างคุณค่าให้กับคนที่รู้จักเรามากขึ้น

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (B+) flat vs YA

การทำประโยชน์ให้คนอื่นปีนี้มีจำนวนพอๆ กับปีที่แล้ว แต่มีความหลากหลายกว่า นอกจากการบริจาคที่ทำอยู่ทุกปี ปีนี้ได้มีโอกาสเป็น mentor ให้กับ startup เพื่อสังคม, ให้ความเห็นกับหลักสูตรปริญญาตรี และโท ของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ในฐานะผู้ใช้บัณฑิต ให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญกับคณะกรรมการสรรหาคณบดี ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บรรยายในงานของสถานทูตไทยในตุรกี เป็น Keynote ในงานที่ PMAT จัดร่วมกับ TCEB ซึ่งงานทั้งหมดจัดแบบ virtual ทำให้ตัวเองต้องปรับเนื้อหา และวิธีการให้เหมาะสมเพื่อดึงความสนใจของคนฟังตลอดการบรรยายด้วย

หนึ่งใน collaboration ที่ตั้งใจปลายปีที่แล้ว และทำได้สำเร็จ คือการเป็น columnist ให้กับ The Story Thailand เขียนบทความที่น่าสนใจในมุมของ Happy Talent ทุกๆ พุธที่ 2 ของเดือน


สรุปภาพรวมตลอดปี (B) 1 pt down vs YA

มองย้อนกลับดูปีนี้ เป็นปีที่ถ้าไม่ตั้งใจหรือมีเป้าหมาย จะมีความอึนๆ หมดปีแบบงงๆ ภาพรวมปีนี้ ผมประเมินว่าแม้จะไม่มีผลลัพธ์อะไรที่ว้าว แต่ผมเชื่อว่าการที่เอาตัวรอดทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจมาได้ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ไม่ควรมองข้าม การก้าวไปข้างหน้าแม้จะเพียงเล็กน้อย หรือก้าวถอยหลังบ้าง แต่เราไม่ล้มเลิกความพยายามถือเป็นต้นทุนที่ดี ที่จะช่วยให้เราก้าวได้เร็วขึ้นเมื่อโอกาสมา

หวังว่าคุณจะมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงตลอดปี

สวัสดีปีใหม่ 2022 ครับ!

Similar Posts

  • หลากหลายไปทำไม ทำแล้วได้อะไร? (Why Diversity?)

      ถ้าใครที่อยู่ในองค์กรใหญ่ๆ คงสังเกตว่าช่วงหลังๆ เราอาจได้ยินผู้บริหาร หรือ HR เริ่มพูดถึงคำว่า Diversity หรือความหลากหลายมากขึ้น บางองค์กรอาจไม่ใช่แค่ Diversity อย่างเดียว แต่จะมาชื่อยาวๆเป็น Diversity and Inclusion เลยทีเดียว   ความหลากหลายในองค์กร วัดอย่างไร? ตอนเริ่มใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อน หลายองค์กรก็เริ่มจากตัววัดที่ง่ายที่สุดคือ เพศ และ เชื้อชาติ ดูว่าสัดส่วนผู้หญิง : ผู้ชาย ในแต่ละประเทศ แต่ละระดับ ว่าเหมาะสม มากน้อยอย่างไร จำนวนเปอร์เซนต์ของคนเอเชีย คนยุโรป หรือ คนอเมริกา ในระดับผู้บริหาร เป็นต้น หลังๆเราเริ่มเห็นการวัดความหลากหลายที่ซับซ้อนขึ้น จากเพศ ที่เดิมแบ่งเพียงชาย กับหญิง กลายเป็นการแบ่งจากรสนิยมทางเพศที่หลากหลาย การแบ่งกลุ่มตามช่วงอายุ (Generation) ต่างๆ เป็นต้น

  • |

    อาสาสมัครเรื่องไกลตัว?

    วันนี้ได้ไปช่วยทำกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษน้องๆในชุมชนโค้งรถไฟยมราชกับ Dwight (Twitter: @DwightTurner) และกลุ่ม InSearchOfSanuk ตามคำชวนของพี่ต่าย (@srisuda) และวาว (@vow_vow) จริงๆผมได้รู้จักกับ Dwight มาสักพักใหญ่ๆจากงาน Tweet Meetup และได้ตามผลงานของกลุ่ม InsearchOfSanuk ผ่านเว็บแต่ไม่เคยมีโอกาสไปร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัครกับกลุ่มนี้มาก่อน แม้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือใจที่จะให้ ถ้าใครเคยทำงานอาสาสมัครมาก่อนจะรู้ว่าแม้พื้นเพจะต่างกันจนไม่่น่าเชื่อว่าจะรู้จักกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถทำงานร่วมกัน และเป็นเพื่อนกันได้เพราะมีใจที่จะให้เหมือนกัน (common objective) สิ่งที่ผมทึ่งและประทับใจกลุ่มนี้มากๆ (แถมเป็นการตบหน้าคนไทยกลายๆ) คือ เราพูดเสมอว่าประเทศเราจะพัฒนาได้อยู่ที่การพัฒนาการศึกษา การให้ความรู้กับเด็กที่ด้อยโอกาส แล้วเราก็โยนว่าเป็นเรื่องระดับชาติ เรื่องของกระทรวงศึกษา เรื่องของโรงเรียน แต่… เราไม่เคยทำอะไรเลย มากไปกว่านั่งวิจารณ์ในห้องแอร์แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป ขณะที่ฝรั่งกลุ่มนี้เข้าไปบุกเบิกชุมชมแออัดที่แม้แต่เราคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยย่างกลายเข้าไป ทำในสิ่งที่ตัวเองช่วยได้ บางคนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนานาชาติ บางคนเป็น Expat ในบริษัทข้ามชาิติมาประจำในไทยแค่ปีกว่าๆ แต่ทุกคนก็เต็มใจมาช่วยเด็กไทย ซึ่งผมสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างที่กลุ่มนี้ได้ทำจริงๆ ตั้งแต่ชาวบ้านทักทายและต้อนรับอย่างเป็นกันเอง เด็กๆวิ่งเข้ามากอด มาคุยด้วย อย่างไม่กลัวที่จะพูดผิดเหมือนนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน น้องๆหลายคน (7-8ขวบ) สามารถเข้าใจพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านักเรียนม.ปลายหลายๆคนที่มีโอกาสทุกอย่าง นี่คือตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่ผมสัมผัสได้แม้จะเป็นครั้งแรกที่ผมไปร่วมกิจกรรม … และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างในสังคมได้ ถ้าเราทำ……

  • |

    ใช้เวลาทำงานให้น้อยลงกันเถอะ…

      บทความนี้เป็นบทความแรกที่เขียนของปีนี้ ผมก็อยากเริ่มด้วยเรื่องเบาๆที่เอาไปใช้ได้ง่ายๆกันก่อน ขอเกริ่นก่อนนิดนึง เนื่องจากปีที่ผ่านมาผมพยายามหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรับการปริมาณงานที่มากขึ้น โดยการลองกับตัวเองหลายๆวิธี วิธีที่เคยคิดว่าดีที่สุดและใช้มานานกว่าวิธีอื่น คือ ใช้เวลาทำงานกับงานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เช่น การประชุม, การreview, หรือ coach ทีมงาน เป็นต้น และเอางานที่ตัวเองทำคนเดียวได้กลับมาทำที่บ้าน ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียคือ เวลาที่บ้านก็จะหมดไปกับงานพอสมควร และทำให้บางครั้งรู้สึกว่าชีวิตมีแต่งาน (แม้จะสนุก แต่บางครั้งก็มีล้าบ้าง) วันนี้อยู่ๆ็ก็ไอเดียบรรเจิดขึ้นมาระหว่างการวิ่ง (อีกแล้ว) ลองคิดดูว่าระหว่างที่อยู่ที่ทำงานเราใช้เวลาได้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วรึยัง? … สำหรับตัวเองยังคิดว่าไม่

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

  • ความเครียด: บทเรียนจากไก่วัด

    ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกช่วงที่รู้สึกเครียดๆกับงาน ทั้งๆที่ปกติจะพยายามที่จะไม่เครียดไปกับงาน แต่ก็มีบางครั้งที่ลืมถอดหมวก หรือ ถอดไม่ออก หลังเวลางาน ผลที่ตามมาคือ นอนไม่หลับ กับ ลืมหายใจ นอนไม่หลับนี่หลายๆคนก็เป็นกัน แต่ ลืมหายใจนี่สิ ไม่แน่ใจว่าจะมีใครเป็นเหมือนกันมั้ย ส่วนตัวอาการลืมหายใจคือ หายใจเบา และตื้นมากๆ แล้วก็หายใจไม่เข้าปอด ทำให้หาวบ่อย เนื่องจากร่างกายได้อากาศไม่พอ คนใกล้ตัวก็คอยเตือนว่า จะเครียดไปทำไม บริษัทก็ไม่ใช่ของเรา จะคิดนู่นคิดนี่มากมายไปทำไม ฯลฯ ซึ่งก็เข้าใจด้วยเหตุและผลทุกประการ แต่… บางครั้งความรับผิดชอบ กับความคาดหวังของทั้งตัวเองและคนอื่นก็ค้ำคออยู่ คืนก่อนระหว่างนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงจนเกือบตี3 แล้วยังนอนไม่หลับ ก็นึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาส สมัยตอนจำวัดอยู่ที่สวนโมกข์ ท่านพุทธทาสสอนว่า… ถ้าจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็น “ของฉัน” เออ…ก็จริง เราไปคิดว่าเป็นนี่งาน”ของฉัน” ลูกน้อง”ของฉัน” ความก้าวหน้า”ของฉัน” ทำให้มาเครียดนอนไม่หลับอยู่คนเดียว ระหว่างนั้นก็นึกถึงเรื่องไก่วัดที่ท่านพุทธทาสเทศน์ ตอนหนึ่งว่า …ไก่ที่วัดนี่กลางวันมันก็หากินไปตามเรื่อง ตกค่ำก็นอนอยู่ตามต้นไม้ไม่เห็นมีปัญหาอะไร คนที่เครียดนอนไม่หลับนี่ใช้ไม่ได้ ดูไก่วัดเป็นตัวอย่างสิ…  ต่อไปถ้ายังเครียดจนนอนไม่หลับอีกก็คงมีอายไก่วัดกันบ้างหล่ะ…

  • (จะ)เอาความมั่นใจมาจากไหน?

    เคยสังเกตมั้ยครับว่าคนที่มีความมั่นใจ มักจะได้เปรียบในสถานการณ์ต่างๆ มากกว่าคนที่ไม่มั่นใจ ความมั่นใจนี้อาจแบ่งได้ทั้งความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจในงาน หรือความมั่นใจในเรื่องต่างๆ เฉพาะด้าน ถ้าถามคนที่มั่นใจว่าทำอย่างไร หลายคนอาจตอบว่าเพราะมีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นถึงมั่นใจ หรือมีประสบการณ์ถึงมั่นใจ หลายคนคิดว่าปัญหาของคนที่ขาดความมั่นใจคือขาดประสบการณ์กับความสามารถ ซึ่งเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานเท่านั้น แต่ความจริง คือ ต่อให้ให้คุณประสบความสำเร็จ หรือมีประสบการณ์อย่างมากในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ถ้าคุณเริ่มทำสิ่งที่คุณไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ คุณก็จะไม่มีความมั่นใจในเรื่องนั้น ผมได้ฟังคุณ Dan Sullivan ซึ่งเป็น strategic coach ชื่อดังแนะนำวิธีการสร้างความมั่นใจ หรือ Confidence ด้วยแนวคิด The 4 C’s 1. Commitment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *