Digital Transformation, FinTech และ HR

คุณคิดว่า Digital Transformation เกี่ยวข้องยังไงกับธนาคาร?

Digital Bank คืออะไร?

การตั้งแผนก digital เพื่อดูแล eBanking เพียงพอที่จะอยู่รอดแล้วหรือไม่?

ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าง DBS ควรกลัว FinTech มั้ย?

 

คำถามเหล่านี้ Laurence Smith, Managing Director HR, Group Head of Learning & Talent Development, DBS Bank ได้ถามระหว่าง sharing session เล็ก ๆ ระหว่างบริษัทที่ผมมีโอกาสได้ร่วมฟังและเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งเห็นว่าน่าสนใจเลยสรุปเป็น case study สั้น ๆ มาฝากกัน

Laurence ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการคาดการณ์ว่า FinTech จะมีส่วนแบ่งของรายได้ของ retail bank ถึง 30% ภายในปี 2020 ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป

Background

DBS Bank เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยสินทรัพย์) ด้วยจำนวนกว่า 250 สาขา และมีพนักงานกว่า 21,000 คน Laurance ได้รับโจทย์ตอนรับตำแหน่งเมื่อปี 2013 จาก Piyush Gupta, CEO ให้เตรียมผู้นำรุ่นใหม่ของธนาคารพร้อมรับมือกับ Digital world ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายสำหรับ HR ในการสร้างวัฒนธรรม และเปลี่ยนมุมมองของคนในองค์กรขนาดใหญ่ การจัด classroom training สอนแบบปกติก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และทำให้พนักงานเข้าใจถึงโอกาส และความท้าทายที่มาพร้อมกับ ditigal world  

Approach

สิ่งที่ Laurence ต้องการคือการให้ผู้บริหารของธนาคารเห็นความสำคัญของโลก digital ผ่านมุมมอง และวิธีคิดแบบ Startup จึงเป็นที่มาของโครงการ DBSHackathon ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Learning&Devlopment team กับ Innovation Group ของธนาคาร เป้าหมายแรกคือการพัฒนา digital mindset ให้กับพนักงานทุกคนของธนาคารภายในปี 2016

หัวใจหลักของการเรียนรู้คือหลักสูตร 5 วัน โดยเริ่มจาก digital master class ก่อนจะแบ่งกลุ่มพัฒนา App ต้นแบบ และมีการ pitch กับผู้บริหารในวันสุดท้าย เพื่อให้เข้าใจมุมมองของ startup ในการมอง และแก้ปัญหาของผู้บริโภคจริง

ในการจับกลุ่มแข่ง 72-hour Hackathon แต่ละทีมจะมีพนักงานของธนาคารซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ร่วมกับ Startup จริง ๆ ครึ่งต่อครึ่ง (ทีมละ 8 คน) ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งวิธีการคิดแบบภาพใหญ่แบบผู้บริหาร กับประสบการณ์ ความรู้ในการสร้าง App และการเข้าใจปัญหา และความต้องการของลูกค้าจาก Startup ก่อนที่ทั้งทีมจะเริ่มกำหนดปัญหาที่จะแก้ วางสมมติฐาน สร้างต้นแบบ (Prototype) บนกระดาษ ขอ feedback จากกลุ่มเป้าหมาย เพื่อปรับปรุง และลองทำใหม่ในเวลาอันสั้นแบบ lean startup เพื่อให้ล้มเหลวให้เร็วที่สุด เพื่อปรับสมมติฐานและต้นแบบก่อนจะต้อง pitch ผลงานในวันสุดท้ายกับผู้บริหารของธนาคาร ซึ่งเป็นการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiencial Learning) อย่างแท้จริง

Result

โครงการ DBSHackathon ได้เสียงตอบรับที่ดีจากทั้งผู้บริหาร และพนักงานในธนาคาร รวมไปถึงสื่อภายนอกองค์กร ในฐานะที่เป็นโครงการที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อ Digital world ได้อย่างน่าสนใจ

คลิปสรุปบรรยากาศ และความเห็นของผู้บริหารต่อโครงการ DBSHackathon 

[youtube id=”a4WP2CrSVpA”]

What’s next?

ในขั้นต่อไป HR เตรียมที่จะขยายกิจกรรม เช่น digital mindset boot camp, reverse-mentor, digi-challenge app เป็นต้น ไปสู่ประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างและขยายผลของ Digital mindset ไม่ให้จบอยู่เพียงช่วง 5 วันของกิจกรรม Hackathon

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    Leadership Lesson from Daniel Myers

      วันอังคารที่ผ่านมามีโอกาสฟังคุณ Daniel Myers ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพูดในหัวข้อผู้นำในอนาคต โดยส่วนตัวรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทุกครั้งก็จะได้มุมมองใหม่ๆกลับมาพัฒนาตัวเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน… ตาของผู้นำ ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แต่ตาของผู้นำสามารถบอกอะไรได้มากกว่านั้น เพราะทุกคนมองมาที่ผู้นำของตน ลองมองดูตาตัวเองในกระจก คุณเห็นอะไร?

  • ควรเริ่มมองหางานใหม่เมื่อ…

    ใครยังมีงานอยู่ตอนนี้กอดไว้แน่นๆ เลยนะ ถ้าใครจะคิดจะลาออกช่วงนี้ อาจได้ยินเสียงคนรอบตัวเตือนด้วยความเป็นห่วง อาจเพราะงานไม่ได้หากันง่ายๆ ยิ่งโดยเฉพาะในยุคโควิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะต้องทนอยู่อย่างทรมาน เสมือนว่าจะไม่มีบริษัทไหนต้องการเราอีกแล้ว หลายครั้งที่ผมเจอคนที่ทำงานกับองค์กรที่ไม่เหมาะ แต่ก็ยังทนอยู่นานจนเกินไปเพราะไม่มีโอกาสได้หยุดคิด หรือคิดแต่ไม่กล้าตัดสินใจก็รู้สึกเสียดายทั้งเวลา และโอกาสที่ดีกว่าถ้าได้ทำงานกับองค์กรที่ใช่ หากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำว่าเมื่อไหร่ที่ควรหยิบ resume มาปัดฝุ่น เริ่มคิดมองหางานใหม่ ผมจะแนะนำให้มอง 3 เรื่อง 1. เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ (culture fit) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเรื่องเล็กๆ

  • |

    วิธีช่วยให้คุณล้มเหลวได้บ่อยขึ้น (อย่างภูมิใจ)

    Failure is success in progress. – Albert Einstein ผมเคยมีความเชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลว จึงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และล้มเหลวเท่าที่ทำได้ เพราะคิดว่าถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าความสำเร็จยิ่งอยู่ห่างกับเราเหลือเกิน อาจทำให้ท้อแท้และถอดใจสู้ได้ แม้ตอนหลังจะรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาก่อน และถ้าเราเพิ่มจำนวนครั้งของความล้มเหลวจากความพยายาม (แต่ต้องเรียนรู้ที่จะไม่พลาดเพราะสาเหตุเดิมด้วยนะ) ยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น  แต่ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมด้วย คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกแย่ หรือกลัวขึ้นเวลาต้องลองอะไรใหม่ๆนอกความคุ้นเคย (comfort zone) ของเรา เพื่อที่เราจะกล้าล้มเหลวได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น หลังจากลองมาหลายวิธี วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ…

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part I)

    ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ทุกบริษัทจะคาดหวังและต้องการเวลาจากพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานก็ดูมีความสุขน้อยลง เริ่มบ่นว่าใช้เวลาทำงานทั้งที่ทำงานและบ้านมากขึ้น เครียดและล้าสะสมมากขึ้น… ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน แล้วช้านจะหาแฟนได้มั้ยเนี่ยยยย… ^^” ไม่ต้องแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดกับเรา หรือบริษัทของเราที่เดียวรึเปล่า? จริงๆแล้วเรื่อง Work/Life Balance (Work/Life Effectiveness, etc.) นี้เป็นปัญหาใหญ่ในทุกองค์กรทั่วโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลาออกจากไปทำงานที่ใหม่แล้วจะไม่มีปัญหานี้ หลายบริษัทมีการจัดอบรมเรื่องการบริหารเวลา (Time Management) แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่ วันก่อนผมได้มีโอกาสดูคลิปการพูดของคุณจิม ลาฟเฟอร์ตี้ (Jim Lafferty) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท พูดในการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในทวีปอเมริกา เรื่องเทคนิคที่ได้เรียนรู้ในการจัดการชีวิตและงาน ซึ่งสรุปออกมาเป็น 15 เทคนิค ซึ่งคุณจิมรับประกันว่าถ้าได้นำไปใช้ ชีวิตของคุณจะดีขึ้นทันที (โฆษณาให้หน่อย) ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยอย่างจะมาแบ่งปันกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน ขึ้นอยู่กับความขยันนะครับ… ;D _______________________________ สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนคือ work/life balance ไม่เกี่ยวกับเวลา

  • | |

    ด้านที่ดีกว่าของชีวิต?

    ธนาคารกรุงไทย-ด้านที่ดีกว่าของชีวิต วันนี้นั่งรถไฟฟ้าแล้วเห็นโฆษณาตัวใหม่ของธนาคารกรุงไทย ถ้าดูเผินๆก็เหมือนว่าเป็นโฆษณาที่ให้กำลังใจดีอีกตัวหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าในทุกปัญหาย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจลืมไป คือ อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *