เคล็ดลับองค์กร 100 ปี

 

อะไรเป็นเคล็ดลับปัจจัยที่ทำให้บริษัทของคุณประสบความสำเร็จและดำเนินธุรกิจมาเกิน 100 ปี

B.Grimm:

ทำธุรกิจด้วยความเห็นใจ (Doing business with compassion) อยู่อย่างครอบครัว ไม่แก่งแย่งชิงดี แต่มีความเป็นมืออาชีพ

BJC:

มี 3 ปัจจัย โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 2 ปัจจัย และระบบ 1 ปัจจัย

  1. ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) เมื่อพนักงานมีรู้สึกมีความเป็นเจ้าของแล้ว จะปกป้องผลประโยชน์ และช่วยทำให้บริษัทเจริญเอง
  2. ความยืดหยุ่น (Flexibility) ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น การเข้าซื้อ Asia Books หรือบุกตลาดขายปลีกในเวียดนาม เป็นต้น
  3. ระบบแบบสวิส-เยอรมัน ซึ่งเกิดจากการ ควบรวมกิจการหลายครั้ง และกลายเป็นจุดแข็งของบริษัท

SINGER:

  • รักษาจุดแข็งเรื่องบุคคลากร ด้วยการรับคนท้องถิ่น เข้ามาพัฒนา ซึ่งเมื่อรวมกับ SINGER Academy ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการขายปลีกและการเช่าซ์้อ จะทำให้พนักงานอยู่กับองค์กรได้นาน
  • At Home Worldwide Service ซึ่งการเข้าถึงบ้าน ทำให้เป็นลูกค้ากันตลอดชีวิต (Life-time customers, Life-time service)
  • ระบบกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง เข้าถึงกว่า 6-7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศไทย

 

บริษัทมีวิธีสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่มีคุณค่าที่สืบทอดมากับความทันสมัยอย่างไร (How to balance heritage vs. modernize?)

B.Grimm:

 แม้จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ก็กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา โรงไฟฟ้า หรือกองทุน infrastructure แห่งแรก

BJC:

 บริษัทให้ความหลากหลายของพนักงานทั้งอายุ อาชีพ และเชื้อชาติให้เป็นประโยชน์ โดยใช้หลัก “ส่งเสริมลองผิดให้มันถูก”

SINGER:

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารต่างชาติเริ่มทยอยกลับ บริษัทได้พัฒนาผู้บริหารไทย โดยใช้ประโยขน์จากประสบการณ์ของคนเก่า ผสมกับการมุมมองของคนรุ่นใหม่ในการวางแผนทำตลาด 

 

คุณมองบริษัทในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างไร

B.Grimm:

ธุรกิจหลักยังคงเป็นด้านพลังงาน โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าขนาด 2,000 MW และตั้งเป้าจะขยายเป็น 5,000MW และ 10,000MW ในอีก 5 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ นอกจากนี้จะขยายธุรกิจไปยังด้านอื่น โดยยึดหลักมีคุณภาพ และคุณธรรม

BJC:

จากภูมิศาสตร์ที่เอื้อของประเทศไทยเหมาะสมในอาเซียน บริษัทต้องการสร้างความแข็งแกร่งช่องทางกระจายสินค้าเพื่อรองรับ AEC โดยลงทุนที่เวียดนามเพิ่มในธุรกิจการค้าปลีก

SINGER:

จากระบบกระจายสินค้าตามบ้านที่เป็นจุดแข็งของบริษัท สามารถพัฒนาไปกับสินค้าอื่นที่ต้องการ Home service ซึ่งอาจเป็นการจับคู่กับสินค้าอื่นที่ทั้งของบริษัท และที่อื่น

 

เคล็ดลับให้เป็นองค์กร 100 ปี

B.Grimm:

  1. พื้นฐานต้องมั่นคง วัฒนธรรมองค์กรต้องแข็งแรง องค์กรเป็นผู้ให้ทั้งต่อพนักงานและสังคม
  2. ปรับตัวเร็ว

BJC:

ทำให้คนในองค์กรมีความสุข รู้สึกภาคภูมิที่ได้ร่วมงาน และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ

SINGER:

  1. Change
  2. Creativity & Innovation
  3. CSR

 

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทอยู่มาได้เกิน 100 ปี

GE:

  • Build to last
  • Employee focus
  • Modest
  • Value to society

IBM:

  • Change is in DNA – in IT industry, players and competitors change every decade
  • Ask customers – change from product focus to service/solution provider to achieve customer’s high purpose and relevant to the market

L’Oreal:

  • Beauty is the business
  • Stay focus in Beauty vs. diversify to other business
  • Not “hope in the jar” but “science in the jar”
  • Strong focus on people: employees, partners, stakeholders

Nestle:

  • Compliance
  • Trust from customers

 

จากที่ฟังมาทั้งหมด ผมเห็นปัจจัยร่วมสำหรับองค์กรที่อยู่มาเกิน 100 ปี คือ

  • เรื่องของคน – ทั้งการเห็นความสำคัญในการพัฒนาบุคคลากร ให้เก่ง และมีความสุขในองค์กร
  • การปรับตัว – พร้อมเปลี่ยนแปลง และกล้าทำสิ่งใหม่ๆที่ตลาดต้องการ
  • นวัตกรรม – สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ของลูกค้า

อ่านแล้วลองกลับมาคิดดูนะครับ ว่าองค์กรของเราสามารถเรียนรู้จากปัจจัยความสำเร็จขององค์กรชั้นนำพวกนี้อยู่มากน้อยเพียงใด

 

ป.ล. ก่อนกลับโชคดีได้ถ่ายรูปคู่กับคุณ Umesh ซึ่งเป็นทั้ง Trainer และ Coach ให้ตั้งแต่สมัยทำงานที่ P&G :)

ถ่ายกับคุณอูเมช ฟัดเค
ถ่ายกับคุณอูเมช ฟัดเค

Similar Posts

  • จำเป็นต้องมีผู้จัดการมั้ย? (Do Managers Matter?)

      เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมต้องมีหัวหน้า ผู้จัดการ ผู้บริหาร ในองค์กร? แล้วถ้าไม่มีผู้จัดการล่ะ องค์กรจะประสบความสำเร็จได้มั้ย? ถ้าคุณสงสัยเรื่องนี้ คุณก็ใจตรงกันกับผู้บริหารของ Google สมัยต้นปี 2000 ผู้บริหารของ Google ตั้งคำถามว่า ผู้จัดการมีความจำเป็นหรือมีนัยยะสำคัญกับการประสบความสำเร็จขององค์กรมั้ย? Do managers matter?   เพื่อตอบคำถามนี้ HR จึงตั้ง Project Oxygen และใช้เวลาเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลอีกหลายปี ก่อนจะสรุปว่า…

  • เรื่องตลกซ้ำๆที่ขำไม่ออก

    ระหว่างประชุม ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกให้ทีมฟัง เนื่องจากเรื่องมันโดน หรือลีลาการเล่าขั้นเทพ ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้  หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลอยู่นาน หลังจากที่ทุกคนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่ก็ยังหัวเราะอยู่ พอคนหยุดขำ หัวหน้าก็เริ่มเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สาม ด้วยลีลา จัดเต็มเหมือนเดิม ยังพอได้ยินเสียงขำอยู่บ้าง แม้คนส่วนใหญ่จะเริ่มฟังแล้วเฉยๆแล้ว แต่ท่านผู้จัดการยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นเท่านั้น ทุกครั้งที่คนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการก็เล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ ครั้งที่สี่ ห้า และหก อย่างที่พอจะเดาได้ คนที่นั่งฟัง ไม่เพียงเริ่มไม่ขำ ไม่หัวเราะ หลายคนหงุดหงิด รำคาญจนอยากลุกหนี ไม่เข้าใจว่าผู้จัดการเป็นอะไร เล่าตลกมุกเดิมๆซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สุดท้ายมีหนุ่มคนหนึ่งรวบรวมความกล้า ยกมือถามผู้จัดการว่า “หัวหน้าสบายดีรึปล่าวครับ? ทำไมเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้” ผู้จัดการอารมณ์ดีตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆว่า “อ่าว แล้วเรื่องที่ผมเล่า ไม่ขำหรอกหรือ?” พนักงานอีกคนยกมือ ลุกขึ้นตอบว่า “เรื่องตลกของหัวหน้า ขำสุดยอดเลย แต่ผมขอพูดตรงๆนะครับ หลังจากฟังเรื่องตลกที่หัวหน้าเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเริ่มไม่ขำ แถมยังทำให้ทุกคนทั้งหงุดหงิด และอึดอัดอีกครับ” ผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็ยังใจเย็น ตอบกลับเรียบๆ “นี่ขนาดเรื่องตลกเรื่องเดิมที่ทำให้คุณขำตกเก้าอี้ตอนแรก พอเล่าซ้ำๆยังทำให้คนหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ลองนึกดูเวลาผมฟังปัญหา ความผิดพลาด เดิมๆ…

  • |

    ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

      ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้ ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe  แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

  • |

    ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

    ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน… หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์ ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้ ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^” ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้ พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *