ไต่บันไดงานอย่างมีความสุข

Business Man In Career

มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนย่อมมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนทั้งนั้น จะก้าวเร็วก้าวช้า ก็แล้วแต่ความสามารถ และโอกาสจะเอื้ออำนวย

ถ้าสามารถก้าวหน้าอย่างมีความสุขด้วยนี่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา

ผมได้เจอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เป็นอาตี๋มาจากเมืองจีน

ทำงานตึกเดียวกัน ก็ทักทายกันบ้าง แตไม่เคยได้เวลาได้คุย ทำความรู้จักกันเท่าไหร่

จนกระทั่งผมกลับไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องที่รู้จักลากมาทานข้าวด้วย ถึงได้รู้ถึงว่าไม่ธรรมดา ของอาตี๋คนนี้

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริษัท และธุรกิจ อาตี๋ (เจ้าตัวยอมรับชื่อนี้แต่โดยดี) ก้าวหน้าได้รับโปรโมทถึง 3 ครั้งในเวลาที่อยู่กับบริษัทมา 8 ปี

แถมล่าสุดบริษัทส่งมาเป็น Expat ที่เมืองไทยในช่วงที่บริษัทกำลังควบคุมค่าใช้จ่าย

ที่เด็ดสุด คือ เขาทำงานอย่างมีความสุข ครับ

ผมไม่เคยเห็นหน้าของอาตี๋คนนี้ไม่เปื้อนยิ้มเลย (แต่ปาดน้ำตาไปแล้วรึปล่าว อันนี้ไม่แน่ใจ ^^”)

อะไรจะถูกหวยในการทำงานได้ขนาดนี้!

อย่ากระนั้นเลย เมื่อเจอคนที่น่าสนใจแบบนี้ ผมก็ไม่พลาดที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด และสกัดเอาประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปันกัน

ผมขอดึงเอาประโยคเด็ดๆที่อาตี๋คนนี้พูด แล้วมาเล่าขยายความให้ฟังนะครับ

Life is like being rape. If you can’t resist, you might want to enjoy it.

 

อาตี๋บอกเป็นประโยคที่จำมาจากจีน อาจจะดูแรงไปนิด แต่อาตี๋บอกว่าตรงกับชีวิตที่เจออยู่ไม่น้อย

ในเมื่อเราควบคุมสถานการณ์ร้ายๆที่เข้ามาไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้สนุกกับมันได้ก็ยังดี

#คิดบวกขั้นเทพ

Embrace change. Willing to learn and move.  Think sustainability for your career

 

การที่จะอยู่รอดได้ ต้องมองความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ

ตัวอาตี๋เองก็เปลี่ยนตำแหน่งมา 5 ครั้งใน 8 ปี

ไม่เคยอิดออดเมื่อหัวหน้าส่งให้ไปลองทำอะไรใหม่ๆ

ซึ่งเค้าคิดว่าจะเป็นผลดีกับความก้าวหน้าของอาชีพในระยะยาว

 

Bosses always come and go… around.

 

ประโยคนี้เป็นประโยคที่อาตี๋ เขียนในการ์ดเลี้ยงส่งหัวหน้า ซึ่งเป็นมุกเล็กๆที่แฝงความจริงที่หลายคนมองข้าม

ในโลกการทำงาน เราเลือกนายไม่ได้ หลายครั้งที่นายที่เราไม่ชอบกำลังจะย้ายไป เราอาจดีใจ และจัดเต็มทั้งคำพูด และการกระทำ

หารู้ไม่ว่าโลกทุกวันนี้มันแคบ และเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

เพื่อนเราวันนี้ อาจเป็นหัวหน้าเราวันข้างหน้า

เช่นเดียวกับศัตรูและหัวหน้าที่ย้ายไปย้ายมา ก็อาจได้กลับมาร่วมงานกันอีก

เพราะฉะนั้น รักษาความสัมพันธ์ไว้ ให้จากกันด้วยดีเสมอ

Check market value, don’t stick in one company and never look out

 

อาตี๋คนนี้เปรี้ยวไม่ธรรมดา ตอนที่เริ่มงานใหม่ๆที่เมืองจีน ยังเป็นพนักงาน contract  ก่อนจะหมดสัญญา พี่แกเขียนอีเมลไปหาหัวหน้า copy HR และผู้บริหารของบริษัทว่าคาดหวังจะได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำ เท่านั้นไม่พอ ขอให้โปรโมต และขึ้นเงินเดือนให้อีก 30%

เปรี้ยวมั้ยครับ?

ที่สำคัญ แกได้อย่างที่ขอทุกอย่าง!

ถามว่าทำไมถึงกล้า?

อาตี๋บอกว่า เค้าเช็คข้อมูลมาหมดแล้ว ว่าระดับงานนี้ ที่อื่นจ่ายยังไง สวัสดิการมีอะไรบ้าง สรุปว่าทำการบ้านมาดี บวกกับมั่นใจในความสามารถตัวเอง

รู้ว่าตัวเองมีค่าในตลาดแรงงานทั้งข้างใน และข้างนอกบริษัทแค่ไหน

เลยลองส่งอีเมลไปเสี่ยงดวงดูเพราะไม่มีอะไรจะเสีย

อย่างมากก็หมดสัญญาจ้าง แล้วไม่ได้ต่อ ก็หางานใหม่

เอากับเค้าสิ…

Detach yourself from your role when explain for promotion. Otherwise, boss will think that you’re bias and want to protect your interest not company.

 

ประโยคเด็ดนี้ อาตี๋แนะเคล็ดเวลาคุยกับหัวหน้าเพื่อโปรโมตตัวเอง  สำคัญมากคือให้แยกตัวเองออกจากหน้าที่ และตำแหน่งที่เราอยู่

วิเคราะห์สถานการณ์ และความจำเป็นของตำแหน่งงาน กับความต้องการทางธุรกิจ

พูดง่ายๆคือ มองแบบผู้บริหาร คุยกันด้วยเหตุผล มองผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหลัก

เพราะถ้าเราเอาตัวเราไปผูกกับตำแหน่งที่ต้องการเมื่อไหร่ หัวหน้าจะคิดว่าเราอคติ และพูดไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ของบริษัท

 

เป็นไงครับ อาตี๋เราเด็ดมั้ยครับ?

Similar Posts

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

  • |

    ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

    ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน… หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์ ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้ ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^” ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้ พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า

  • Thai Career Day

    เพราะการแข่งขันแย่งตัวคนเก่งไม่สามารถนั่งกระดิกเท้ารอให้เด็กๆมาสมัคร และเลือกเหมือนเมื่อก่อน เพราะทางเลือกของเด็กสมัยนี้มีมากมาย ไม่จำกัดเพียงบริษัทในประเทศ หรือแค่บริษัทยักษ์ใหญ่ เราคงจะได้เห็นบริษัทไทยเริ่มขยับตัวเข้าเด็กตั้งแต่ก่อนเรียนจบ เพื่อแนะนำบริษัทมากขึ้น เพื่อหาช้างเผือกไม่เพียงในประเทศ แต่ต่างประเทศโดยเฉพาะใน ASEAN ที่เป็นเป้าหมายระยะสั้นของบริษัทไทยที่ต้องการขยายความเป็นที่หนึ่งในระดับภูมิภาค แน่นอนว่าเป้าหมายของบริษัทไทย คือคนเก่งและเหมาะสมกับวัฒนธรรมบริษัท ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเด็กนักเรียนไทยในต่างแดนเท่านั้น โจทย์ของบริษัทไทย และฝ่ายบุคคล คือจะทำยังไงให้บริษัทที่ใครๆในไทยก็รู้จัก และอยากทำงานด้วย ดูน่าสนใจ และดึงดูดกับเด็กต่างชาติที่ไม่รู้จักบริษัทของคุณเลย ถ้าไม่ติดงานด่วนอะไร ผมว่าจะแวะไปดูงานนี้ แล้วจะกลับมาเล่าบรรยากาศ และความพร้อมของบริษัทไทยในสายตานักเรียนต่างชาติให้ฟังนะครับ   ป.ล. งานนี้จัดโดย สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (รายละเอียด)  

  • 5 บทเรียนจากการสื่อสารลดพนักงานของ Airbnb

    การสื่อสารข่าวร้ายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญสำหรับองค์กร และผู้บริหาร ในฐานะผู้นำองค์กร เช้าวันนี้ผมเห็นบันทึกข้อความของ Brian Chesky, Airbnb Co-Founder and CEO ที่เขียนถึงพนักงานทั่วโลก ซึ่งสื่อสารเรื่องการลดพนักงานเกือบ 1,900 คน หรือประมาณ 25% ของพนักงานทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับ startup ดาวรุ่งที่กำลังเตรียม IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็วๆ นี้ถ้าไม่เจอวิกฤต COVID-19 เสียก่อน เมื่อผมอ่าน A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky จบผมรู้สึกประทับใจกับวิธีการสื่อสารของ Brian มากจนต้องขอถอดบทเรียนออกมา 5 ข้อ ดังนี้ 1.การสื่อสารออกจากผู้บริหารสูงสุด การสื่อสารเรื่องสำคัญๆ กับพนักงานเป็นหน้าที่ของ CEO หรือผู้บริหารสูงสุด ไม่ใช่ HR หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร เพราะพนักงานจากฟังจากผู้นำของเขา เพราะฉะนั้นอย่าหลบอยู่หลังชื่อองค์กร หรือคณะผู้บริหาร นี่เป็นเวลาและโอกาสที่คุณจะได้แสดงความเป็นผู้นำขององค์กร…

  • การวางกลยุทธ์ในโลกยุค VUCA กับคนขับบอลลูน

    สัปดาห์ก่อนผมได้ไปร่วมงาน Strategy Essential Summit 2020 ซึ่งจัดโดยอ.ธนัย ชรินทร์สาร ซึ่งในบรรดาข้อมูล เทรนด์ และเรื่องราวต่างๆ ที่มีประโยชน์อัดแน่นทั้งวันจากทั้งอ.ธนัย และแขกรับเชิญในวันนั้น เรื่องที่ผมชอบ และจำได้ดีที่สุดคือเรื่อง คนขับบอลลูน อ.ธนัยเล่าว่านักกลยุทธ์ส่วนใหญ่มักทำตัวเหมือน นักบิน ขับเครื่องบินจากจุดเริ่มต้น ไปถึงจุดหมายที่แน่นอน ระหว่างทางอาจมีลมพายุบ้าง นักบินก็ขับหลบหลีก พาเครื่องบินไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เปรียบได้กับนักกลยุทธ์ที่รู้ว่าสภาพปัจจุบันขององค์กรเป็นอย่างไร (As-Is) และเป้าหมายขององค์กรที่จะไปคืออะไร (To-Be) นักกลยุทธ์ก็วางแผนเพื่อพาองค์กรไปถึงจุดนั้น การเป็นนักกลยุทธ์แบบนักบินก็ไม่มีอะไรผิดปกติถ้า สถานการณ์ต่างๆ ในโลกค่อนข้างเสถียร และคาดเดาได้เหมือน 40-50 ปีที่ผ่านมา

  • การฟัง 3 แบบ

    ถ้าถามว่าทักษะอะไรที่สำคัญในการทำงาน และมาแรงอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าทักษะเรื่องการสื่อสาร หรือ communication skill จะอยู่ใน Top 5 เสมอ และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ‘สื่อ’ สาร ด้วยการพูด การนำเสนอ หรือการเขียน โดยมองข้ามเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่อง… การฟัง หลายคนอาจสงสัยว่า การฟัง มีอะไรให้ฝึกด้วยหรือ? สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนว่า การได้ยิน กับการฟัง ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่การฟังจะมีวัตถุประสงค์อยู่ โค้ชผมเคยเล่าให้ฟังว่าการฟังมีอยู่ 3 แบบ ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่จะเกิด โดยการฟังแต่ละแบบนี้จะใช้ในโอกาสที่ต่างกัน 1. ฟังเพื่อเอาชนะ (listen to win) การฟังแบบแรก จะเป็นการฟังหาจุดอ่อนของประโยคอีกฝ่าย อาจเป็นรายละเอียดที่คลาดเคลื่อน ไม่ครอบคลุม และรอจังหวะที่ตอบกลับเพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเห็นว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง การฟังจะเป็นการเลือกฟังบางประโยค โดยเฉพาะสิ่งที่ยืนยันความเชื่อ หรือธงในใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *