สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้ และจินตนาการ

Image by © Mirko Iannace/Corbis

ในชีวิตของเรา เราใช้เวลากับส่วนไหนมากกว่ากัน

ระหว่าง สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้(แต่คนรอบตัวเรารู้) หรือ จินตนาการ (สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้)

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมพูดคุยจิบกาแฟกับกลุ่ม trainer club

ท่าน อ.ณรงค์วิทย์ แสนทอง ได้เสนอให้เห็นความต่างของ 3 เรื่องนี้ในรูปแบบกิจกรรม

ผมขออนุญาตถอดบทเรียนที่ได้มาแบ่งปันในนี้แล้วกัน

กิจกรรมก็ง่ายๆ แค่จับคู่ แล้วชวนคู่ของเราคุยใน 3 หัวข้อ หัวข้อละ 5 นาที ซึ่งหัวข้อคือ

  • เรื่องที่เรารู้ ถนัด/เชี่ยวชาญ
  • เรื่องที่คู่ของเรารู้ ถนัด/เชี่ยวชาญ
  • เรื่องที่เราและคู่ของเราไม่มีความรู้เลย

หลังจากผ่านไป 15 นาที อ.ณรงค์วิทย์ ก็ถามความรู้สึกของแต่ละคู่ ระหว่างที่พูดคุยหัวข้อต่างๆ

สิ่งที่พบคือ

  • ในการคุยเรื่องที่เรารู้ ถนัด/เชี่ยวชาญนั้น เราแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มจากเดิม อาจจะได้มุมมองใหม่จากการถามของคู่เราบ้าง แต่น้อยมากที่คู่ของเราจะแย้ง เพราะเกรงใจผู้พูด หรือไม่รู้เรื่องนั้นจึงไม่กล้าแย้ง
  • ในการคุยเรื่องที่คู่ของเรารู้ ถนัด/เชี่ยวชาญ บางคนอาจชอบที่ได้รู้อะไรใหม่ ขณะที่บางคนอาจรำคาญเพราะไม่ได้เป็นเรื่องที่เราสนใจ แต่ทนฟังเพราะเกรงใจ
  • สำหรับการคุยเรื่องที่ทั้งคู่ไม่รู้ ส่วนตัวผมว่าสนุกสุด เพราะได้จินตนาการเรื่องนั้นไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม วิธีที่เราพูดถึงเรื่องนั้นก็จะมาจากกรอบที่เรารู้ จากประสบการณ์ หรือสิ่งที่เรียนมา บางคนอาจจะใช้เวลานานในการหาเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ เพราะลึกๆยอมรับไม่ได้ว่ามีเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย

ประเด็นคือ เวลาในชีวิตของเราส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนที่เรารู้ หรือเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เสมือนอยู่ใน comfort zone ของเรา มีบ้างที่เราต้องออกนอกวง comfort zone แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่คนอื่นถนัดซึ่งก็ยังอยู่ภายใต้กรอบ (ที่เขารู้)

น้อยนักที่เราจะได้ใช้จินตนาการ ในเรื่องที่ทั้งคู่ไม่มีความรู้ ซึ่งก็คือกรอบที่จำกัดความเป็นไปได้ หรือความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ

และจินตนาการนี่แหละที่จำเป็นสำหรับการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆในโลกใบนี้

วันนี้คุณได้ใช้จินตนาการแล้วรึยัง?

 

ป.ล. ขอขอบคุณ อ.ณรงค์วิทย์ แสนทอง สำหรับหนังสือ กล้าคิด ชีวิตเปลี่ยน หนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์ครับ… :)

 

 

Similar Posts

  • สิ่งที่ได้รู้จากการนอนโรงพยาบาล

    ต้องบอกว่าเกิดมาไม่เคยป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาลมาก่อน แล้วคิดไม่ถึงว่าโรคที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลคือ ไข้หวัด… – -” … ไหนๆก็เข้ามานอนในโรงพยาบาลก็ลองเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการพักผ่อนให้เต็มที่ นอนไปเลย5วัน เต็มถัง หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาก็มานั่งคิดว่าเราได้รู้อะไรใหม่ๆหรือข้อคิดจากการป่วยครั้งนี้บ้าง? (ข้อคิดเหล่านี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ) เวลาป่วยนอนได้ทั้งวัน ไม่เคยคิดว่าเราจะนอนติดต่อกันได้มากขนาดนี้ กินๆนอนๆของแท้เลย (แต่น้ำหนักลดเกือบสองกิโล หลังออกจากรพ.) นอนก็ไม่สบาย ใครที่เคยฝันอยากมีชีวิตนอนอยู่บนเตียงไม่ต้องทำอะไร ต้องลองป่วยมานอนบนเตียงหลายๆวันดู มันอาจจะสบายวันสองวันแรก แต่หลายๆวันไม่ดีแน่นอน อยู่กับตัวเอง เนื่องจากกลัวคนอื่นจะติดหวัดไปด้วย เลยไม่ได้ให้ใครมาเฝ้า อยู่คนเดียวทั้งวันตอนแรกก็ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ มีฟุ้งซ่านบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ทำมานานแล้วคือได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน จำไม่ได้ว่าไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินมานานเท่าไหร่แล้ว ขนาดไปเที่ยวเวลานี้ก็จะเป็นเวลาอาบน้ำเตรียมไปหาที่ทานข้าวเย็น พลาดโอกาสนี้ไปเสียทุกครั้ง… ดูละคร วนิดา ปกติอยู่บ้านแทบไม่ได้ดูทีวีเลยโดยเฉพาะละครไทย พอป่วยก็ได้มีเวลาดูละคร (เอาซะหน่อย) เปิดมาเจอ วนิดา จำได้ว่าเด็กๆเคยดูแล้วนี่หว่า ไม่เป็นไร ดูไปก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนไทย100% แน่ๆ เพราะดูตอนแรกก็แทบจะติดเลย… -*- ดูโฆษณา ได้มีโอกาสดูโฆษณาในช่วงเวลาต่างๆ สังเกตถึงการครอบครองสื่อของบริษัทใหญ่ๆไม่กี่บริษัท การใช้คำเพื่อหลบการอ้างเกินจริง การทำสิ่งที่จับต้องยากให้ัจับต้องง่ายขึ้น เช่น แถบวัดระดับสีผิว, ข้อดี 5 ประการ 7…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • |

    เด็กฝึกงาน ใครคิดว่าไม่สำคัญ?

    [หลังจากบทความเรื่อง Treat your intern right! ที่เขียนลง The Nation คอลัมน์ Tweeple’s Corner วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นึกขึ้นได้ว่าน่าจะแปล(บทความตัวเอง)เป็นภาษาไทย ให้อีกหลาย ๆ คนได้อ่านด้วย ออกตัวไว้ก่อนว่าการแปลนี้ไม่ได้แปลคำต่อคำ จึงมีการตัดและเพิ่มตามความพอใจ เพราะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว :P ] ทุกๆปี น้องๆนิสิต นักศึกษาปี 3 ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดเทอมใหญ่ไปฝึกงาน ซึ่งบ้างก็ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร (ไม่ทำไม่จบว่างั้น) บ้างก็ต้องการสร้าง portfolio สวย ๆ สำหรับทำงาน/เรียนต่อ หรือต้องการอยากได้ประสบการณ์ทำงานจริง ๆ แต่คุณรู้รึปล่าวว่าเด็กฝึกงานเค้าทำอะไรกัน? ผมเชื่อว่าเราอาจเคยได้ยินตั้งแต่ไม่มีอะไรให้ทำ ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ไปจนถึงทำงานที่มีคุณค่ามากๆประหยัดให้องค์กรเป็นล้าน และทำให้พี่พนักงานประจำหลายคนเริ่มร้อนๆหนาวๆกับเก้าอี้ตัวเอง… ^^” ด้วยงานที่ทำอยู่ ทำให้ผมเห็นความสำคัญของโครงการนักศึกษาฝึกงาน ทั้งต่อตัวเด็กเอง และต่อบริษัทด้วย สำหรับน้องนิสิต-นักศึกษา นี่เป็นโอกาสแรกๆที่จะได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ที่เราจะต้องเจออีกค่อนชีวิตหลังจากที่เราเรียนจบ ซึ่งการเรียนได้คะแนนดีๆ เกรดสวยหรูไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน (เป็นได้อย่างมากก็แค่ใบเบิกทางที่ดี) นอกจากนั้นน้องจะได้ฝึกเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาจากโจทย์ มาเป็นตั้งโจทย์ (และแก้ปัญหา)เอง…

  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นหัวหน้าที่ได้ใจลูกน้อง (in-touch leadership)

      การจะเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ใช่เื่รื่องง่ายเลย จากการได้เป็นเอง และโค้ชลูกน้องที่มีลูกน้อง พบปัญหาอย่างหนึ่งว่า หลายๆคนได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเนื่องจากทำงานเดิมได้อย่างยอดเยี่ยม หัวหน้าก็เลยเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามีลูกน้องบ้าง แต่พอเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแล้วกลับไม่สามารถรักษาระดับผลงานไว้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไม่มีใครสอนเรื่องการบริหารจัดการคน ก่อนที่จะได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้อง

  • เพิ่มคุณค่าเพื่อใคร?

      ตอนนี้หลายบริษัทกำลังสนใจการเพิ่มคุณค่า และลด(งาน)ที่ไม่เพิ่มคุณค่ากันใหญ่ การเพิ่มคุณค่า หรือ value added นั้น หลายคนยังเข้าใจผิดจากที่ควรเป็นอยู่มาก เพราะไปติดกับกรอบ หรือการตีความว่างานนี้เป็นการเพิ่มคุณค่าหรือไม่ อย่างไร พอดีผมได้ไปอ่านเจอประโยคนึงจากหนังสือพิมพ์แล้วคิดว่าตรงดีเลยเอามาฝากกัน Value is defined by the Receiver more than the Giver – Wayne Brockbank แปลง่ายๆว่าคุณค่านั้นกำหนดผู้รับมากกว่าผู้ให้… อ่านแล้วปิ้งเลย ลองคิดดูว่าหลายๆอย่างที่เราทำมันมีคุณค่า หรือเพิ่มคุณค่าให้กับผู้รับหรือไม่? หลายครั้งที่เรา (รวมทั้งผมเอง)ก็เอาตัวเองตั้ง แล้วคิดว่าผู้รับ (ลูกค้า) ต้องอยากได้สิ่งนี้แน่ๆ แต่ความจริงเขาไม่ได้เห็นคุณค่า หรือรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำนี้เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเขา ตั้งโจทย์ดีๆ ว่าใครเป็นผู้รับ หรือลูกค้าของเราก่อนเริ่มแบ่งว่า งานหรือกิจกรรมนั้นๆเพิ่มคุณค่า(กับผู้รับ)หรือไม่??

  • Career Ladder: เราฝากอนาคตไว้กับอะไร?

    ในชีวิตของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ นอกเหนือจากความมั่นคงในบริษัท ที่จะไม่ล้มละลาย หรือไล่เราออกก่อนที่เราต้องการ ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่หวังไว้ในการทำงาน คงไม่มีใครอยากจะทำงานเดิม ความรับผิดชอบเหมือนเดิม โดยไม่มีความก้าวหน้าตลอดชีวิต อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าตลอดชีวิตเลย แค่ให้ทำงานเดิม ซ้ำๆนานกว่าที่คาดหวัง หลายคนก็จะเริ่มกระสับกระส่าย หรือแม้กระทั่งมองหางานในที่ใหม่กันแล้ว โดยเฉพาะ Gen Y เช่นผม (เนียนได้อีก :P ) และน้องๆ ที่ความก้าวหน้ามีความหมายมากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนจะผูกความก้าวหน้าไว้กับการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆและสังคม หรือแม้แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สาวๆ (หรือหนุ่ม) ใช้พิจารณาว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนนี้ได้หรือไม่เลย! … ในมุมขององค์กร องค์กรใหญ่ๆระดับประเทศ หรือระดับโลก เค้ามีการคิดและพัฒนาเรื่องนี้มานาน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Career Path (แผนภูมิเส้นทางอาชีพ) และ Career Ladder (แผนภูมิบันไดอาชีพ) ขึ้นเพื่อให้รักษาพนักงานที่เก่งไว้เพื่อทำประโยชน์กับบริษัทให้ได้มากและนานที่สุด ที่ผ่านมาผมก็มองว่า Win-Win ได้ด้วยกันทุกฝ่าย บริษัทก็รักษาพนักงานที่ต้องการได้ พนักงานก็ได้เห็นและกำหนดอนาคตของตัวเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนา และงานที่ท้าทายในรูปแบบต่างๆ ปัญหาคือ ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจรอบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ยากมากถึงมากที่สุด ไหนจะเสถียรภาพของยูโร ไหนจะอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และอื่นๆอีกมากมาย ยังไม่นับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนที่สุด ธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่างๆ…

2 Comments

  1. น่าสนใจดีครับ อยากขอยืมกิจกรรมนี้ไปเล่นกับเพื่อนบ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *