|

เด็กฝึกงาน ใครคิดว่าไม่สำคัญ?

[หลังจากบทความเรื่อง Treat your intern right! ที่เขียนลง The Nation คอลัมน์ Tweeple’s Corner วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นึกขึ้นได้ว่าน่าจะแปล(บทความตัวเอง)เป็นภาษาไทย ให้อีกหลาย ๆ คนได้อ่านด้วย ออกตัวไว้ก่อนว่าการแปลนี้ไม่ได้แปลคำต่อคำ จึงมีการตัดและเพิ่มตามความพอใจ เพราะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว :P ]


ทุกๆปี น้องๆนิสิต นักศึกษาปี 3 ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดเทอมใหญ่ไปฝึกงาน ซึ่งบ้างก็ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร (ไม่ทำไม่จบว่างั้น) บ้างก็ต้องการสร้าง portfolio สวย ๆ สำหรับทำงาน/เรียนต่อ หรือต้องการอยากได้ประสบการณ์ทำงานจริง ๆ

แต่คุณรู้รึปล่าวว่าเด็กฝึกงานเค้าทำอะไรกัน?

ผมเชื่อว่าเราอาจเคยได้ยินตั้งแต่ไม่มีอะไรให้ทำ ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ไปจนถึงทำงานที่มีคุณค่ามากๆประหยัดให้องค์กรเป็นล้าน และทำให้พี่พนักงานประจำหลายคนเริ่มร้อนๆหนาวๆกับเก้าอี้ตัวเอง… ^^”

ด้วยงานที่ทำอยู่ ทำให้ผมเห็นความสำคัญของโครงการนักศึกษาฝึกงาน ทั้งต่อตัวเด็กเอง และต่อบริษัทด้วย สำหรับน้องนิสิต-นักศึกษา นี่เป็นโอกาสแรกๆที่จะได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ที่เราจะต้องเจออีกค่อนชีวิตหลังจากที่เราเรียนจบ ซึ่งการเรียนได้คะแนนดีๆ เกรดสวยหรูไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน (เป็นได้อย่างมากก็แค่ใบเบิกทางที่ดี)

นอกจากนั้นน้องจะได้ฝึกเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาจากโจทย์ มาเป็นตั้งโจทย์ (และแก้ปัญหา)เอง และยังเป็นโอกาสที่จะได้คิดว่านี่คือลักษณะงาน หรือบริษัทที่อยากทำหลังจากจบหรือไม่ แถมถ้าโชคดีบางบริษัทก็จ่ายค่าตอบแทนน้องๆฝึกงานดีจนเพื่อนอิจฉาทีเดียว

สรุปว่าน้องๆมีแต่ได้กับได้กับการฝึกงาน แล้วบริษัทที่รับน้องๆเข้ามาล่ะ จะได้อะไรบ้าง?

หลายๆบริษัทไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญถึงขนาดต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก มองเด็กฝึกงานเป็นเหมือนแรงงานราคาถูก(หรือฟรี) เลยให้งานที่ไม่มีใครอยากทำ

สุดท้ายสิ่งที่บริษัทได้ก็คือ การตอกย้ำกว่าเด็กฝึกงานไม่มีคุณค่าพอกับการลงทุนสำหรับน้องกลุ่มนี้

แต่… ถ้าบริษัทให้ความสำคัญกับทรัพยากรรุ่นเยาว์เหล่านี้โดยการให้การอบรม การงานที่เหมาะสมและมีค่า พร้อมกับคนให้คำแนะนำตอนช่วงเวลาสั้นๆของการฝึกงาน

คุณจะแปลกใจกับสิ่งที่ได้กลับมา

ไม่ว่าจะเป็น…

เงินที่ประหยัดได้จากโครงการต่างๆที่บริษัทไม่มีเวลาศึกษาหรือนำมาใช้ ซึ่งเหมาะกับนักศึกษาฝึกงานที่จะสามารถทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ มุมมองใหม่ๆจากคนนอก หลายครั้งที่ปัญหาประเภทเส้นผมบังภูเขาสามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการนำคนที่ไม่เคยชินกับปัญหา หรือกรอบของบริษัทเป็นคนมอง

เวลาที่บริษัทจะได้ “ดู” ว่านิสิต-นักศึกษาคนนี้เหมาะกับองค์กรในอนาคตหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากสังเกตการทำงานจริงย่อมดีกว่าการสัมภาษณ์ในเวลาสั้นๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่ถ้าบริษัททำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ

น้องๆที่ผ่านการฝึกงานไปจะเป็นเสมือนตัวแทนของบริษัทบอกต่อไปยังคนรอบตัวที่รู้จัก โดยเฉพาะในยุค social media ที่ทุกอย่างทั้งดีและไม่ดีกระจายได้เร็วและแรง บริษัทคงไม่อยากเห็นเด็กฝึกงานของบริษัทเขียนบน Facebook, Twitter, Google+ ว่า

“น่าเบื่อมากกกก ฝึกงานที่xxxแล้วนั่งชงกาแฟแล้วก็ Facebook ทั้งวัน เสียดายเวลา max T___T”

ใช่มั้ยครับ?


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    การสร้างนิสัยใหม่…

    Any act often repeated soon forms a habit; and habit allowed, steadily gains in strength.   At first it may be as a spider’s web, easily broken through, but if not resisted, it soon binds us with chains of steel. – Tryon Edwards มีคำกล่าวว่าสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย จะบ่งบอกถึงอนาคตของเราได้ เช่น ถ้านักเรียนมีนิสัยขยันหมั่นเพียร เราก็พอทำนายว่าผลการเรียนจะออกมาดี หรือถ้ามีนิสัยชอบกินเค้กกินไอศครีม โอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินก็ไม่น่าเกินความคาดหมายไป แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น คือ ความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการสร้างนิสัยใหม่ด้วย

  • |

    1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

      การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • |

    Leadership Lesson from Daniel Myers

      วันอังคารที่ผ่านมามีโอกาสฟังคุณ Daniel Myers ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพูดในหัวข้อผู้นำในอนาคต โดยส่วนตัวรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทุกครั้งก็จะได้มุมมองใหม่ๆกลับมาพัฒนาตัวเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน… ตาของผู้นำ ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แต่ตาของผู้นำสามารถบอกอะไรได้มากกว่านั้น เพราะทุกคนมองมาที่ผู้นำของตน ลองมองดูตาตัวเองในกระจก คุณเห็นอะไร?

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • |

    30 second MBA

    ช่วงนี้งานเข้าติดกัน ทำให้ยังไม่สามารถปลีกตัวมาเขียนได้บ่อยๆเหมือนเดิม… ต้องขออภัยแฟนๆที่ติดตามและถามว่าเมื่อไหร่จะอัพเดตblog ซะที มา ณ ที่นี้ด้วย… _________________________ วันนี้ไปเจอเวปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหาร ของ FastCompany ชื่อว่า 30 second MBA เหมาะสำหรับคนที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างพวกเรา เพราะแต่ละคลิปแค่ 30 วินาทีเท่านั้น โดยแต่ละ่อาทิตย์จะมีโจทย์คำถามเกี่ยวกับการบริหารต่างๆ แล้วให้ CEO บริษัทต่างๆมาตอบภายใน 30 วินาที วันละคน เพราะฉะนั้น ก็มีแต่เนื้อๆ น้ำไม่เกี่ยว ถ้าสนใจก็คลิ้กดูที่รูปได้เลยครับ…

  • [Mentor แบบชัชๆ] 2 ทักษะที่สำคัญสำหรับการทำงานในองค์กร และกับลูกค้า

      [Mentor Profile] Thailand Group CEO, British, Leading Global Professional Services Me: ในฐานะที่คุณเป็น CEO ในประเทศไทยมา 28 ปี คุณคิดว่าอะไรเป็นทักษะที่สำคัญในการทำงานบ้างครับ Mentor: ผมมองเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือทักษะสำหรับการทำงานภายใน และทักษะสำหรับติดต่อกับลูกค้าภายนอก สำหรับการทำงานภายใน ทักษะที่ผมให้ความสำคัญมากๆ คือ การสื่อสาร (communication) และสำหรับติดต่อกับลูกค้าคือเรื่อง การนำเสนอ (presentation) Me: ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยครับ Mentor: ปัญหาของการทำงานในองค์กร ส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้คนที่ทำงานด้วยเข้าใจผิด และเสียเวลา จนไปถึงสื่อสารน้อยเกินไป หรือไม่สื่อสารเลย ผมเลยคิดว่าทักษะการสื่อสาร เป็นทักษะที่สำคัญที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานในองค์กร

4 Comments

  1. บางบริษัท จ้างเด็กฝึกงานเดือนละสองหมื่น ใช้อย่างกับทาส (เอาลงโปรเจคจริง)

    น่านับถือ

    บางบริษัท ทำหน้า content farm ที่ผิดต่อศีลธรรมอันดี ก็โบ้ยเด็กฝึกงาน :)

    น่าประนามยิ่งนัก.

  2. @เค้าป่าวนะตัว: ความลับไม่มีในโลกยุค Social Media หรอก

    บริษัทไหนทำไม่ดี เดี๋ยวก็มีคนมาแฉเอง…

  3. เด็กฝึกงานมีข้อดีอย่างหนึ่งตรงที่มีแรงขับเกี่ยวกับการเรียนรู้สูง และเริ่มมีวุฒิภาวะเพียงพอในเรื่องความรับผิดชอบ แถมยังมีความคิดสร้างสรร (ยังไม่ถูกระบบล้างสมอง) จะหาได้ที่ไหนพนักงานที่มีคุณสมบัติแบบนี้ (แถมต้นทุนก็น้อยหรือฟรีด้วยซ้ำ) ถ้ามองในแง่ความคุ้มค่า บริษัทที่ทำโครงการฝึกงานให้จริงจังน่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ นะครับ

    เสียดายที่เป็น win-win situation ที่บริษัทหรือหน่วยงานของไทยยังมองข้ามอยู่นะครับ

  4. @นัต: เห็นด้วยครับว่ายังมีบริษัทอีกมากที่มองข้ามโอกาสนี้กับโปรแกรมนักศึกษาฝึกงานอยู่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *