|

Career Planning: Do you have a plan?

 

ช่วงนี้มีผู้บริหารระดับสูงมาเยี่ยมชมที่โรงงานของเราบ่อย

ผลพลอยได้อย่างหนึ่งนอกจากต้องเตรียมทำ presentation (และปลูกผัก) นั่นก็คือได้ฟังผู้ใหญ่ coach ในเรื่องต่างๆที่น่าสนใจ

ล่าสุดคุณ Bruce William จาก HR ได้มาเล่าสู่กันฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการวางแผนอาชีพ

ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งทั้งสำหรับบริษัทที่สามารถย้ายงานข้ามสายงานได้ และ promote from within และต้องการดึงดูดพนักงานที่เก่งๆให้อยู่กับบริษัทนานๆ

ขณะเดียวกันก็สำคัญสำหรับพนักงานที่ต้องการจะเติบโตขึ้นไปในองค์กร และตอบสนองความต้องการของตัวเอง

สิ่งแรกที่เราควรรู้เกี่ยวกับการวางแผนอาชีพ ซึ่งคุณ Bruce Williams ได้ย้ำหลายรอบคือ

Nobody cares more about your career than you do! – Bruce Williams

ซึ่งเป็นความจริงมากๆว่าใครล่ะจะสนใจ และห่วงเส้นทางอาชีพของเราเท่าตัวเราเอง

ตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆก็ยังคิดว่าหัวหน้าควรจะช่วยดูให้ ว่า assignment ต่อไป ควรทำอะไรถึงจะดี จะเหมาะกับตัวเรา

แต่ในระยะยาวก็ต้องรับผิดชอบเอง เพราะมีแต่เราที่จะต้องใช้ชีวิตกับการทำงานผ่าน assignment ต่างๆจนเกษียณ ไม่ใช่หัวหน้าเรา

สำหรับ Career Planning คุณ Bruce ได้ให้คำถามสำหรับถามตัวเอง 4 ข้อ

  1. Where am I today?
  2. Where do I want to go? (your definition of success)
  3. Do I have a plan to get there?
  4. Is the plan working?

มาดูทีละคำถามดีกว่า

  1. Where am I today? ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน (ไม่ต้องตอบว่าอยู่ที่ทำงานนะ :P) ในสายงานเรา เรามีทักษะอะไรบ้าง ผลงานของเราเป็นยังไง จุดแข็ง จุดอ่อนของเรา
  2. Where do I want to go? พอเรารู้ว่าว่าตอนนี้เป็นยังไง ก็ต้องหาว่าแล้วเราอยากไปไหนล่ะ ข้อนี้เป็นคำถามที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับคนไทย เพราะเรามักจะไม่มองไกล ไปกว่า 2-3 ปี ซึ่งสุดท้ายจะเสียเปรียบคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมาก นิยามของความสำเร็จของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนด เป้าหมายของเรา ซึ่งไม่มีถูก มีผิด แต่อย่างน้อยควรเห็นภาพว่าความสำเร็จของเรามีหน้าตาเป็นอย่างไร
  3. Do I have a plan to get there? แน่นอนว่าเราจะวางแผนไปสู่เป้าหมายไม่ได้ ถ้าไม่รู้จุดเริ่มต้น(เราอยู่ที่ไหน) และจุดสิ้นสุด (เป้าหมายเรา) ถ้าตอบคำถามสองข้อแรกได้แล้ว ลองร่างแผนแล้วคุยกับหัวหน้า หรือ Mentor ให้ช่วยแนะนำให้ก็จะยิ่งดี
  4. Is this plan working? เป็นการเช็คว่าแผนที่เราใช้อยู่มันยังจะพาเราไปยังเป้าหมายอยู่รึป่าว? หรือว่ามีแผนที่ดีกว่านี้ ที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่านี้?

สุดท้ายถ้าเรามีการวางแผนที่ดี ส่วนที่เหลือก็แค่ทำงานของเราให้ดี

เป้าหมายระยะยาวใช่ว่าจะถึงได้ใน 3-5 ปี เพราะฉะนั้นทำงานให้มีความสุข เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทาง แต่ตาเราก็จับอยู่ที่เป้าหมาย แค่นี้ก็กินขาดคนที่ไม่รู้ว่าต้องการอะไรไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว…

Similar Posts

  • สกัดบทเรียนฝ่าวิกฤตกับ Food Passion

    ในยุควิกฤตโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาปีกว่าแล้วยังไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบ ทุกบริษัทต่างต้องปรับตัวกันจนเหนื่อยไม่มาก ก็มากที่สุด ทาง Kincentric ได้รับเกียรติจากคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มาแบ่งปันประสบการณ์วิธีคิด วิธีบริหารในช่วงวิกฤตนี้ ซึ่งสร้างพลังบวกให้ผมและทีมเป็นอย่างมาก จึงขอสกัดประโยคเด็ดๆ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากคุณแตนมาฝาก งานยาก ถ้าคิดว่ามันยาก มันจะยาก ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมของนักเรียนโอลิมปิก แต่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนต่อปัญหาจริงๆ ถ้าเราคิดว่างานมันยาก ก็จะปิดตัวเองในการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้ามองเป็นความท้าทายก็จะสนุกกับการหาวิธีทำงานให้สำเร็จ หรือง่ายขึ้น สู้โว้ย!

  • Digital Transformation, FinTech และ HR

    คุณคิดว่า Digital Transformation เกี่ยวข้องยังไงกับธนาคาร? Digital Bank คืออะไร? การตั้งแผนก digital เพื่อดูแล eBanking เพียงพอที่จะอยู่รอดแล้วหรือไม่? ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าง DBS ควรกลัว FinTech มั้ย?   คำถามเหล่านี้ Laurence Smith, Managing Director HR, Group Head of Learning & Talent Development, DBS Bank ได้ถามระหว่าง sharing session เล็ก ๆ ระหว่างบริษัทที่ผมมีโอกาสได้ร่วมฟังและเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งเห็นว่าน่าสนใจเลยสรุปเป็น case study สั้น ๆ มาฝากกัน Laurence ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการคาดการณ์ว่า FinTech จะมีส่วนแบ่งของรายได้ของ retail bank ถึง 30% ภายในปี…

  • ล้อฟรีแบบมืออาชีพ

    เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง มักจะเป็นช่วงที่หลายองค์กร “ล้อฟรี” ล้อฟรี เพราะรู้ว่าผู้บริหารคนเก่าจะไม่มีอำนาจให้คุณ ให้โทษอีกแล้ว ล้อฟรี เพราะทุ่มทำอะไรไป แล้วเกิดไม่ใช่สิ่งที่นายคนใหม่สนใจ ก็อาจเหนื่อยฟรี ล้อฟรี เพราะดูท่าทีของนายคนใหม่ก่อนว่าจะมาแบบไหน จะได้รับมือ หรือสนองนโยบายถูก หรือ ล้อฟรี เพราะปกติก็ล้อฟรีอยู่แล้ว #ห๊ะ แน่นอนว่าผลของการล้อฟรี จะให้คนในทีมอาจรู้สึกขาดทิศทาง และชิวขึ้น เพราะไม่กล้าเริ่มอะไรใหม่ จนกว่าผู้บริหารคนใหม่จะเริ่มเข้าที่เข้าทาง และกำหนดนโยบาย ซึ่งถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ อาจล้อฟรีกันได้นานเกือบปีเลย และอย่าคาดหวัง อะไรใหม่ๆระหว่างช่วง แม้อาจหมายถึงการปล่อยให้คู่แข่งแซงหน้าไป ระหว่างที่เรามัวแต่ชิวๆกันอยู่ ผมมีโอกาสได้เห็นการเตรียมการระหว่างช่วงเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่ และคิดว่าช่วงเปลี่ยนแปลง ไม่ควรปล่อยให้สูญญากาศอยู่เฉยๆ เลยสรุปสิ่งที่สังเกตมา 3 ข้อ ว่ามืออาชีพเขาล้อฟรีกันยังไง 1. เตรียมแผนงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ในกรอบใหญ่ แน่นอนว่า ผู้บริหารคนใหม่อาจมีแนวนโยบายที่ต่างไปจากเดิม แต่ถ้าดูกรอบกลยุทธ์ใหญ่ขององค์กร แน่นอนว่ามันมีขอบเขต และทิศทางของมันอยู่ ถ้าสิ่งที่เรากำลังทำไม่หลุดไปจากกรอบใหญ่ ยังไงก็มั่นใจได้ว่าถึงลุยไปก็ไม่เสียแรงปล่าว เพราะใครจะมาก็ต้องทำเรื่องนี้

  • เป็นเจ้าของธุรกิจอาจไม่ใช่คำตอบ

    ช่วงนี้มองไปในแผงหนังสือบ้านเรา จะเห็นว่ากลุ่มหนังสือที่กำลังมาแรงกลุ่มหนึ่ง คือ การสอนวิธีให้รวย ออกมาตั้งธุรกิจตัวเอง หลายคนมองว่าคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนนี่ช่างไม่ฉลาด ทำให้ตายชาตินี้ก็ไม่รวย มาเป็นเจ้าของเองรวยกว่าแน่นอน จนหลายๆคนเคลิ้ม และลาออกมาทำธุรกิจเป็นนายตัวเองกันใหญ่ หวังจะได้มีอิสรภาพการเงินกันไวๆ ผมมีโอกาสได้รู้จักอดีตเจ้าของธุรกิจ 2 คน ที่ปัจจุบันเป็นมาเป็นมนุษย์เงินเดือน เลยขอแลกเปลี่ยนความคิดเพราะสงสัยและคิดว่าน่าสนใจ ในโลกที่เหมือนใครๆก็อยากลาออกไปเป็นเจ้าของกิจการกันหมด คนแรกเป็นหนุ่มชาวมาเลย์ อายุ 20 ปลายๆ ที่เรียนจบด้านวิศวะไฟฟ้า และร่วมทำธุรกิจกับเพื่อน ด้าน IT ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย

  • Exit Interview โอกาสสุดท้ายที่หลายองค์กรพลาด

    เมื่อพนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออก นอกจาก HR กับหัวหน้างานจะวุ่นกับการหาคนมาแทน (ถ้ายังไม่ได้เตรียมแผนไว้) อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรใหญ่ๆมักจะทำคือการทำ Exit Interview หรือสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะไป ซึ่งมักจะทำช่วงสุดท้ายที่พนักงานมาทำงานเพื่อให้พนักงานสบายใจถ้าต้องกล่าวถึงบุคคลอื่นในองค์กร ในฐานะที่มีโอกาสทำ Exit Interview ผมมองเห็นสิ่งที่หลายองค์กร รวมถึงคนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น HR พลาดที่จะใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรเพราะเรื่องต่อไปนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พูดหรือระบาย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะมีการคุยกับพนักงานก่อนจากกัน บางทีอาจมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว ส่งให้พนักงานกรอก คำถามก็ประมาณ ทำไมถึงออก ออกแล้วไปไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าพนักงานคงไม่กรอกอะไรมาก นอกจากจะอัดอั้นจนทนไหวแล้วจริง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการไม่เปิดโอกาสให้พูด คือ พนักงานก็จะหาช่องทางพูด หรือระบายอยู่ดี อาจจะผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือ Social Network ต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อขวัญและกำลังใจของทีมมาก เพราะองค์กรจะไม่มีโอกาสอธิบายว่า สิ่งที่พนักงานระบายกันเองนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน

  • |

    Snowball Effect

      เคยเห็นพระเอกพานางเอกวิ่งหนีหิมะก้อนใหญ่ๆ(Snowball)ที่กำลังกลิ้งลงมาจากภูเขาในหนังมั้ย? เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมลูกหิมะมันถึงได้ใหญ่เว่อร์กว่าตัวคนขนาดนั้น? จริงๆแล้วลูกหิมะใหญ่ก็เกิดจากลูกหิมะเล็กๆบนยอดเขา (คนละอันกับแตงโมผลใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเล็กๆ ในเพลงเด็กอนุบาลนะครับ) แต่ระหว่างหิมะกลิ้งลงมาตามเขา มันก็ค่อยๆขยายตัวเป็นหิมะก้อนใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จากหิมะที่มันกลิ้งผ่าน คนมาเห็นตอนลูกมันใหญ่มาก หยุดไม่ได้แล้ว เลยต้องวิ่งหนี (ฮา) Snowball Effect หรือการขยายตัวของสถานการณ์, กระบวนการ ที่เกิดจากเรื่องหรือจุดเล็กๆ ไม่สำคัญนั้น ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์และอธิบายสถานการณ์ในหลายด้าน ทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และด้านทางธุรกิจ เป็นต้น แต่วันนี้จะมาเสนอ Snowball Effect ในมุมมองการพัฒนาตัวเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *