เสียงของหัวใจ…

 

ขึ้นหัวข้ออย่างนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า วันนี้จะมาอารมณ์ไหน

จริงๆไม่ได้จะพูดเรื่องความรัก แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเสียงของหัวใจที่คุณหมอเอาหูฟังมาฟังด้วย

แต่อยากพูดเรื่องเสียงของหัวใจในมุมที่เเป็นเสียงของเราข้่างใน

ช่วงหลังๆมานี้มีโอกาสได้พบกับคนที่สับสนในตัวเองทั้งคนใกล้ตัว และคนที่ทำงาน

หลายคนเจอปัญหาแล้วไม่รู้ว่าจะแก้ หรือหาทางออกยังไง

ถ้าเป็นเรื่องงานก็ยังง่ายหน่อย เพราะกฏระเบียบ แผนงานต่างๆ รวมไปถึงหัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน ยังสามารถตอบคำถาม และแนะนำแนวทางได้

แต่ถ้าเป็นเรื่องของชีวิตเราล่ะ?

ไม่มีถูกไม่มีผิด เพื่อนๆและคนรอบตัวก็อาจจะช่วยได้ระดับจากประสบการณ์ที่มีของแต่ละคน

สุดท้ายก็กลับมาที่ตัวเราเอง ซึ่งควรจะรู้จักตัวเราเองมากที่สุด

ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวเองดีพอ (รวมถึงผมด้วย)

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้น คือการฟังเสียงของหัวใจเราเองให้มากขึ้น

เช่นเดียวกับการแก้ปัญหากว่า 90% เราสามารถตอบคำถามได้โดยการถามตัวเอง

แล้วฟังเสียงตัวเองตอบ

อาจฟังดูแปลกๆสำหรับคนไม่เคยลอง

แต่ผมขอแนะนำให้ลอง

แรกๆเราอาจไม่ได้คำตอบ เพราะเสียงของหัวใจเรายังอายอยู่

แต่เมื่อวันที่เราคุ้นเคยกับใจตัวเราเองแล้ว

เราจะมีแหล่งคำตอบที่น่าเชื่อถือที่สุดแหล่งหนึ่งที่จะตอบคำถามต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความรัก ชีวิต หรือเรื่องทั่วๆไป

ลองดูสิครับ…

Similar Posts

  • | |

    ด้านที่ดีกว่าของชีวิต?

    ธนาคารกรุงไทย-ด้านที่ดีกว่าของชีวิต วันนี้นั่งรถไฟฟ้าแล้วเห็นโฆษณาตัวใหม่ของธนาคารกรุงไทย ถ้าดูเผินๆก็เหมือนว่าเป็นโฆษณาที่ให้กำลังใจดีอีกตัวหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าในทุกปัญหาย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจลืมไป คือ อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

  • อะไรก็ได้…

    “หิวแล้ว… เที่ยงนี้กินอะไรดีอะ…” “อืมมม… อะไรก็ได้…” คุ้นๆมั้ยกับคำตอบนี้  “อะไรก็ได้” สำหรับตัวเองเป็นคำตอบที่คุ้นมากๆ และคิดเสมอว่าตอบอย่างนี้แหละดี เพราะแสดงว่าเราไม่เรื่องมาก แต่… คิดไปคิดมา การตอบอะไรก็ได้ กลับเป็นการที่เราไม่ได้คิด ตอบแบบ auto pilot ซะมากกว่า ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะคิดก่อนตอบว่า “อะไรก็ได้” แม้ว่าสุดท้ายได้ไม่ได้ทำอย่างที่เลือก(เพราะเสียงส่วนมาก หรืออะไรก็แล้วแต่) อย่างน้อยเราก็ได้คิดก่อนว่าเราอยากได้/ทำ/กิน อะไรจริงๆ

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2019

    ก่อนที่ผมจะประเมินตัวเองในด้านต่างๆ เหมือนทุกสิ้นปี ถ้ามองกลับว่าปีนี้อะไรเป็น theme ที่ผมเห็นว่าโดดเด่นออกมามากที่สุด คงเป็นเรื่องการ connecting people สร้างความรู้จักกับคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายวงการ และเพิ่มความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักอยู่แล้วผ่านทักษะการฟัง และการถามที่ได้จากการเรียนการเป็นโค้ช รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปีนี้ใน theme connecting people เป็นรูปที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในงานของบริษัท ซึ่งอ.ชัชชาติเป็นหนึ่งใน role model ที่ผมอยากมีโอกาสได้รู้จัก และสัมภาษณ์ และก็ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ถือเป็นการสัมภาษณ์แบบชัช(ชาติ)ชัช(พล) ที่ได้ซึมซับพลังงานด้านบวกจากบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt down vs Year Ago (YA) ปีนี้แม้จะได้ไม่ได้ป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาล แต่ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายลดลงเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร highlight ของสุขภาพปีนี้คือการลดน้ำหนักลงมามากที่สุด 4 กิโลกรัมเทียบกับตอนต้นปี แม้ตอนเดือนสุดท้ายจะขยับขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก การงาน (A) flat vs YA

  • |

    วิธีคิดให้มีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

    สังเกตว่าคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีไฟทำงาน และทำให้ได้ดีอยู่ไม่กี่ช่วง ช่วงแรกจะเป็นตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ทุกอย่างดูน่าเรียนรู้ น่าสนใจไปหมด พอผ่านมาซักระยะ ความกระตือรือร้นก็จะ่ค่อยๆเลือนหายไป ช่วงต่อมาก็เป็นช่วงจะประเมินผลงาน แต่การมีไฟทำงานแบบนี้เป็นการทำแบบหวังผล ซึ่งก็จะไม่ค่อยยั่งยืนเท่าไหร่ ช่วงอื่นๆที่คนจะมีไฟทำงานก็เช่น ตอนจะได้เลื่อนตำแหน่ง ตอนได้รับคำชมจากหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ตอนได้เห็นคนที่มีไฟทำงานแล้วอยากฮึดอยากเป็นแบบนั้นบ้าง เป็นต้น แต่จริงๆแล้วไฟในการทำงานที่ถูกต้องควรมาจากตัวเรา มาจากการเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ และเห็นว่าสิ่งที่เราทำเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและคนอื่นได้อย่างไร พูดง่ายกว่าทำอีกแล้วครับท่าน… วันนี้เลยจะมาเสนอวิธีิคิดที่จะทำให้เรามีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

  • |

    Ignite Thailand#2

    คนหนึ่งคนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ถ้าลงมือทำ #IgniteTH ช่วงหลังๆมานี้มีเพื่อนหลายคนทักว่าหลังๆชัชออกงานบ่อยนะ จะบอกว่างานที่ไปส่วนใหญ่ก็มีแต่งานแต่งงานเพื่อนๆ ที่แต่งกันแทบอาทิตย์เว้นอาทิตย์นี่แหละ แล้วก็ไม่ได้เป็นไฮโซที่ออกงานแล้วได้เงิน กลับจะเป็นทางตรงข้ามเสียมากกว่า ^^” แต่งานที่ผมได้มีโอกาสไปเมื่อวานเป็นงานที่นอกจากจะฟรี (แต่ยังต้องเสียค่าเดินทางเอง) ยังเป็นงานที่ช่วยจุดประกายไฟ สมกับชื่องานดี (Ignite) งาน Ignite Thailand ครั้งที่ 2 ที่จัดโดยเครือข่ายพลังบวก โดยครั้งนี้จัดที่หอประชุมใหญ่ จุฬาฯ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรได้มีโอกาสเปิดรับมุมมองใหม่ๆ ในด้านบวก เพื่อกลับมาย้อนดูและปรับใช้กับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในโลกของการเร่งรีบตลอดเวลา และสภาพสังคมที่ข่าวหน้าหนึ่งไม่ช่วยจรรโลงใจเท่าไหร่ ทั้ง 21 igniters กับเวลา5 นาที อาจมีบางท่านที่อยู่เหนือกาลเวลา(5นาที)บ้าง (ฮา) แต่ละท่านก็มีความต่าง ต่างทั้งอายุ, ประสบการณ์, เนื้อหา, และวิธีนำเสนอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ว่าเป็นจุดร่วมกันของทุกคน คือ ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องที่กลั่นมาจากประสบการณ์และชีวิตของแต่ละคน เพื่อให้เชื่อให้พลังของคนหนึ่งคน ว่าทำได้ และทุกท่านที่พูดเป็น Living proof ของการทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ สิ่งทึ่หลายๆคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือได้แต่คิด … ขอบคุณที่ช่วยจุดไฟ ให้กับผมและคนฟังทุกคนในหอประชุมเมื่อคืน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนที่พร้อมจะทำดี แต่ติดอยู่ที่ความไม่เชื่อในความสามารถของคนหนึ่งคน…

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

4 Comments

  1. นึกถึงเพลงของคุณแอน ธิติมาขึ้นมาทันที หุ หุ

  2. @zeng_kd: ไม่แปลก เพราะเจตนาเอาชื่อเพลงนี้มาตั้ง เพราะชอบเพลงนี้เป็นการส่วนตัวด้วย…

  3. การจะให้ตัวเองตอบได้นั้น มีอยู่หลายวิธีครับ ผมแนะนำหนังสือ 100 Ways to motivate yourself ของสตีฟ แชนเดลอร์ มีอยู่หลายบท ที่ดึงเอาตัวเองออกมาได้ คนเรายิ่งโต ยิ่งยากที่จะรู้จักตัวเอง เพราะ…. สภาพแวดล้อมทำให้เรายึดติดกับกรอบ กับสังคัม กับความคิด กับแนวความคิด ว่าเราทำอะไรได้ เราทำอะไรไม่ได้.

    ในหนังสือ มีอยู่บทนึง ที่อยากให้นักเรียนแสดงความเห็นว่าอยากให้โรงเรียนเป็นยังไง…ถ้าตั้งโจทย์เป็นการบ้านก็คงเฉยๆ ก็จะอยู่กับกรอบ แต่ถ้าตั้งโจทย์ใหม่ว่า เด็กๆทั้งหลายยยยยย เอ็งจงโกหกโรงเรียนในทางสุดโต่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ซิ๊…เมื่อนั้นจะได้เห็นความคิดจริงๆ ที่เด็กฝันอยากให้เป็นโดยไม่ต้องพะวงเรื่องอะไรอีก.

  4. @scalopus: ขอบคุณสำหรับหนังสือแนะนำครับ ผมจะไปหามาอ่านดู… ^__^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *