วิธีตอบให้ตรงคำถาม

 

การตอบคำถามเป็นอีกทักษะหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปเหมือนกับการฟัง

คิดว่าใครๆก็ตอบคำถามได้ ฟังได้ดี โดยไม่ต้องฝึกฝน

ซึ่งจริงๆแล้ว การทำได้ กับ ทำเป็น นั้นต่างกันมาก

จากที่ได้สังเกตคนรอบๆตัวพบว่า การตอบคำถามให้ตรงประเด็น หรือ ตรงกับสิ่งที่ถูกถาม นั้นเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคน

ทั้งๆที่ก็ฟังดูไม่น่ายาก เพียงแค่ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น

แต่หลายครั้งที่ผมเจอก็มีตั้งแต่ตอบอ้อมไปอ้อมมา ตอบหว่านแห ครอบจักรวาล (สงสัยใช้ตอนสอบบ่อย) หรือแม้กระทั่งตอบได้ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ถามไปเลย

ซึ่งการตอบได้ตรงคำถามนั้น จะช่วยได้ตั้งแต่การสนทนากับคนอื่น ไปจนถึงเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็น การสอบสัมภาษณ์ การประชุม การนำเสนองาน การตอบคำถามที่กระชับ และตรงประเด็น จะช่วยให้เราโดนเด่นจากคนอื่นได้ไม่ยาก

วิธีการตอบให้ตรงคำถามมีหลักอยู่ง่ายๆ 4 ข้อ คือ

1.ฟัง ข้อนี้สำคัญมาก ฟังคำถามให้เข้าใจก่อน อย่าไปคิดแทนคนถาม บางคนฟังคำถามไม่จบ ก็พยายามจะตอบแล้ว ซึ่งนอกจากโอกาสพลาดมีสูงแล้ว ยังเป็นการไม่ให้เกียรติคนถามอีกด้วย และถ้าฟังคำถามแล้วไม่เข้าใจก็ไม่้ต้องกลัวที่จะให้ถาม หรืออธิบายเพิ่มเติม จนเราเข้าใจคำถามก่อนที่จะตอบ

2.คิดว่าคนถามต้องการรู้อะไรจากคำถาม ลองคิดดูว่าว่าถ้าเราเป็นคนถาม เราจะอยากรู้อะไร ละเอียดมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีโอกาสทำการบ้าน ศึกษาลักษณะ background หรือ สไตล์ของคนถามมาก่อนจะยิ่งดี อย่างที่เขาว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

3.เรียบเรียงประโยคในใจก่อนตอ ข้อนี้สำหรับบางคนที่คิดอะไ้รได้ตอบพูดออกมาเลย ไม่ได้เรียบเรียงคำพูดก่อน ซึ่งถ้าฝึกใหม่ๆอาจจะใช้เวลานิดนึง แต่ถ้าคล่องแล้ว เราจะเรียบเรียงคำตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่วกวน

4.ตอบคำถามก่อนแล้วค่อยตามด้วยเหตุผล ถ้าเป็นคำถามใช่ ไม่ใช่ ก็ต้องตอบใช่ ไม่ใช่ก่อน ถ้าถามว่า ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม ก็ตอบคำถามนั้นก่อนแล้วค่อยอธิบายเพิ่มเติม เพราะนั่นคือสิ่งที่คนถามอยากทราบ การตอบส่วนขยายความก่อน โดยคิดว่าจะมาสรุปตอนท้าย อาจทำให้คนถามคิดว่าเราตอบไม่ตรงคำถามได้

เคล็บลับอีกข้อที่จะตอบให้ได้ดี ตรงคำถาม กระชับ คือการสังเกต คนอื่นเวลาตอบคำถาม แล้วมาปรับใช้กับตัวเอง ยิ่งถ้าได้สังเกตคนที่ตอบคำถามเก่งๆจะยิ่งดี

ใครมีประสบการณ์การตอบคำถามทั้งของตัวเองและของคนอื่นอย่างไรก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ…
________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • อะไรก็ได้…

    “หิวแล้ว… เที่ยงนี้กินอะไรดีอะ…” “อืมมม… อะไรก็ได้…” คุ้นๆมั้ยกับคำตอบนี้  “อะไรก็ได้” สำหรับตัวเองเป็นคำตอบที่คุ้นมากๆ และคิดเสมอว่าตอบอย่างนี้แหละดี เพราะแสดงว่าเราไม่เรื่องมาก แต่… คิดไปคิดมา การตอบอะไรก็ได้ กลับเป็นการที่เราไม่ได้คิด ตอบแบบ auto pilot ซะมากกว่า ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะคิดก่อนตอบว่า “อะไรก็ได้” แม้ว่าสุดท้ายได้ไม่ได้ทำอย่างที่เลือก(เพราะเสียงส่วนมาก หรืออะไรก็แล้วแต่) อย่างน้อยเราก็ได้คิดก่อนว่าเราอยากได้/ทำ/กิน อะไรจริงๆ

  • “คุณเข้าใจมั้ย?” คำถามที่ไม่ควรถาม

    “คุณเข้าใจมั้ย?” เมื่อก่อนผมมักใช้คำถามนี้ไม่ว่าจะเป็นกับทีมเวลาที่อธิบายงาน หรือเวลาเป็นผู้บรรยายสอนในอบรม หรือ workshp ต่างๆ เจตนาก็มาจากความหวังดีที่เราอยากให้อีกฝ่ายแน่ใจว่าเข้าใจสิ่งที่เราสอน หรืออธิบายจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องสื่อความผิดตามมา จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมได้เรียนรู้จากโค้ชผู้บริหารท่านหนึ่งว่า การถามว่าอีกฝ่ายเข้าใจมั้ย? เป็นประโยคคำถามที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ควรถาม ตอนแรกผมก็ทั้งงง ทั้งแปลกใจว่า เป็นไปได้อย่างไร จนได้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่อยากถามมักไม่กล้าถาม เท่าที่สังเกตดูเวลาที่ทั้งตัวเองถาม หรือคนอื่นถามคำถามนี้ แทบไม่มีคนตอบว่าไม่เข้าใจ และให้อธิบายเพิ่ม อาจเป็นเพราะ กลัวคนถามอายที่อธิบายไม่รู้เรื่อง เห็นคนอื่นไม่ถามเลยไม่กล้าถาม กลัวอายเพื่อนๆ คิดว่าตัวเองตามไม่ทัน ถามคำถามอะไรโง่ๆ ตัวเองไม่ตั้งใจฟัง ไม่รู้เรื่องทั้งหมด เลยไม่รู้จะตั้งคำถามว่าไม่เข้าใจประเด็นไหน สุดท้ายถามไปก็แทบไม่เคยได้ยินคนที่ตอบว่าไม่เข้าใจ ดังนั้นอย่าถามดีกว่า

  • |

    วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น

      ในการปฏิบัติต่อผู้ือื่นนั้น มีสำนวนอยู่หลายสำนวน ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า… ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่ให้เค้าปฏิบัติกับเรา หรือ ดีมาก็ดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่มีอีกแนวความคิดนึงที่อยากฝากให้คิดดู เค้าบอกว่า…

  • |

    จะวัดผล/ตรวจสอบ/ประเมิน ไปเพื่อ?

    ในโลกของการแข่งขัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลี่ยงการให้คะแนน(Rating)/ตรวจสอบ(Audit)/และการประเมิน(Evaluation)จากชีวิตการทำงาน (และส่วนตัว)ไปได้ บ้างก็มีการประกาศชัดเจน ถึงเกณฑ์วัด ช่วงเวลา และผลที่ต้องการเพื่อให้เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ หรือจะเพื่อให้เตรียมผักชีให้พร้อมก็แล้วแต่ บ้างก็เป็นไปตามธรรมชาิติของมนุษย์ผู้ซึ่งเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลาในทุกเรื่องที่จะเทียบได้ในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ความรวย ความเก่ง และอื่นอีกมากมายที่สรรหามาเทียบ ก่อนที่นอกเรื่องไปไกลกว่านี้ ขอย้อนกลับมานิดนึง ว่าเรามีการวัดผล ตรวจสอบ ประเมิน กันมากมายไปเพื่ออะไร หลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้หรือเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ทำไปต้องต้องทำ (doing for the sake of doing)? ที่ผมเคยถามๆคนรอบตัวมา มีตั้งแต่ ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของผลงานเรา, หัวหน้าสั่ง, ทำเพราะให้มั่นใจว่าระบบของเราดี ได้มาตรฐาน, เป็นกฏหมาย/ระเบียบบริษัทที่ต้องทำ,… แล้วคุณล่ะ คิดว่าเราทำไปเพื่ออะไร?

  • |

    ความทุกข์ของคนเป็น Expat

    เวลานึกถึงภาพคนที่เป็น Expat ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงคนเก่ง มีความสามารถสูง ที่บริษัทลงทุนในการพัฒนา ส่งไปทำงาน หรือดูแลธุรกิจต่างประเทศ และแน่นอนสวัสดิการที่ดี ถึงดีมากกกก สำหรับคนกลุ่มนี้เพื่อชักจูงให้จากประเทศเกิดไป อยู่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคย ห่างไกลครอบครัว เพื่อนฝูง ไหนจะที่อยู่ฟรี รถบริษัท พร้อมคนขับ ค่าเล่าเรียนลูกในโรงเรียน inter และอื่นๆอีกมากมาย ตามตำแหน่ง และระบบของบริษัท ดูเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาซะนี่กระไร แต่ถ้าได้รู้จักคนกลุ่มนี้จริงๆ จะพบความจริงอีกด้านที่น่าสนใจ…

  • |

    การสร้างนิสัยใหม่…

    Any act often repeated soon forms a habit; and habit allowed, steadily gains in strength.   At first it may be as a spider’s web, easily broken through, but if not resisted, it soon binds us with chains of steel. – Tryon Edwards มีคำกล่าวว่าสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย จะบ่งบอกถึงอนาคตของเราได้ เช่น ถ้านักเรียนมีนิสัยขยันหมั่นเพียร เราก็พอทำนายว่าผลการเรียนจะออกมาดี หรือถ้ามีนิสัยชอบกินเค้กกินไอศครีม โอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินก็ไม่น่าเกินความคาดหมายไป แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น คือ ความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการสร้างนิสัยใหม่ด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *