จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นหัวหน้าที่ได้ใจลูกน้อง (in-touch leadership)

 

การจะเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ใช่เื่รื่องง่ายเลย

จากการได้เป็นเอง และโค้ชลูกน้องที่มีลูกน้อง พบปัญหาอย่างหนึ่งว่า

หลายๆคนได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเนื่องจากทำงานเดิมได้อย่างยอดเยี่ยม หัวหน้าก็เลยเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามีลูกน้องบ้าง

แต่พอเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแล้วกลับไม่สามารถรักษาระดับผลงานไว้ได้

ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไม่มีใครสอนเรื่องการบริหารจัดการคน ก่อนที่จะได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้อง

หลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตาขยันทำงานอย่างตอนที่เป็นลูกน้อง หารู้ไม่ว่าทักษะที่ใช้มันคนละชุดกัน

หัวหน้าบางคนก็บ้าอำนาจสั่งลูกน้องใหญ่ เหมือนเก็บกดจากที่เคยโดนสั่งมา

ซึ่งจริงถึงเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ก็ถูกหัวหน้าใหม่ หรือหัวหน้าของหัวหน้าสั่งได้อยู่ดี (ฮา)

พูดถึงการบริหารจัดการคน ถือว่าเป็นหนึ่งในศาสตร์และศิลป์สุดยอดแขนงหนึ่ง

ซึ่งจะพูดกันเป็นวันๆก็ไม่จบ เพราะขึ้นอยู่กับสไตล์ของหัวหน้า และลูกน้องด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นแนวทางการบริหารคนที่ดี ซึ่งผมก็พยายามศึกษา ปฏิบัติ และพัฒนาอยู่เสมอ

คือการเป็นหัวหน้าที่ได้ใจลูกน้อง

สำหรับวิธีการให้ได้ใจลูกน้องนั้น ก็มีมากมายหลายวิธี เช่น เปิดใจ จริงใจ รักษาสัญญา ฟัง ให้เครดิตลูกน้อง  เป็นต้น

แต่ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นหัวหน้าที่ได้ใจลูกน้องแล้ว

ขอยกคำพูดของ Phillip ผู้จัดการโรงงานของผมได้เคยบอกไว้ว่า

You will know that you are a great in-touch leader when you see you team works so hard to get you success and want you to succeed more than you do.

ตอนนี้ผมและทีมผมยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็พยายามเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นทุกวัน

Similar Posts

  • |

    วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น

      ในการปฏิบัติต่อผู้ือื่นนั้น มีสำนวนอยู่หลายสำนวน ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า… ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่ให้เค้าปฏิบัติกับเรา หรือ ดีมาก็ดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่มีอีกแนวความคิดนึงที่อยากฝากให้คิดดู เค้าบอกว่า…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • สิ่งที่ผู้นำต้องการมากที่สุด…ความจริง

      สิ่งที่ผู้นำต้องการนอกจากทักษะต่างๆทั้งการทำงาน และแก้ปัญหาแล้ว ก็คือ… ความจริง แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป เพราะ 1. คิดเอาเองว่าภาพที่ตัวเองเห็น/เข้าใจเป็นความจริง 2. ทีมปิดบัง/บิดเบือนความจริง เนื่องจากกลัว, ไม่รู้, ฯลฯ 3. ตัวเองรู้แต่ไม่กล้ายอมรับความจริงนั้น – -” ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีแน่ๆ เพราะอะไร?

  • สิ่งที่ได้รู้จากการนอนโรงพยาบาล

    ต้องบอกว่าเกิดมาไม่เคยป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาลมาก่อน แล้วคิดไม่ถึงว่าโรคที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลคือ ไข้หวัด… – -” … ไหนๆก็เข้ามานอนในโรงพยาบาลก็ลองเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการพักผ่อนให้เต็มที่ นอนไปเลย5วัน เต็มถัง หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาก็มานั่งคิดว่าเราได้รู้อะไรใหม่ๆหรือข้อคิดจากการป่วยครั้งนี้บ้าง? (ข้อคิดเหล่านี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ) เวลาป่วยนอนได้ทั้งวัน ไม่เคยคิดว่าเราจะนอนติดต่อกันได้มากขนาดนี้ กินๆนอนๆของแท้เลย (แต่น้ำหนักลดเกือบสองกิโล หลังออกจากรพ.) นอนก็ไม่สบาย ใครที่เคยฝันอยากมีชีวิตนอนอยู่บนเตียงไม่ต้องทำอะไร ต้องลองป่วยมานอนบนเตียงหลายๆวันดู มันอาจจะสบายวันสองวันแรก แต่หลายๆวันไม่ดีแน่นอน อยู่กับตัวเอง เนื่องจากกลัวคนอื่นจะติดหวัดไปด้วย เลยไม่ได้ให้ใครมาเฝ้า อยู่คนเดียวทั้งวันตอนแรกก็ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ มีฟุ้งซ่านบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ทำมานานแล้วคือได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน จำไม่ได้ว่าไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินมานานเท่าไหร่แล้ว ขนาดไปเที่ยวเวลานี้ก็จะเป็นเวลาอาบน้ำเตรียมไปหาที่ทานข้าวเย็น พลาดโอกาสนี้ไปเสียทุกครั้ง… ดูละคร วนิดา ปกติอยู่บ้านแทบไม่ได้ดูทีวีเลยโดยเฉพาะละครไทย พอป่วยก็ได้มีเวลาดูละคร (เอาซะหน่อย) เปิดมาเจอ วนิดา จำได้ว่าเด็กๆเคยดูแล้วนี่หว่า ไม่เป็นไร ดูไปก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนไทย100% แน่ๆ เพราะดูตอนแรกก็แทบจะติดเลย… -*- ดูโฆษณา ได้มีโอกาสดูโฆษณาในช่วงเวลาต่างๆ สังเกตถึงการครอบครองสื่อของบริษัทใหญ่ๆไม่กี่บริษัท การใช้คำเพื่อหลบการอ้างเกินจริง การทำสิ่งที่จับต้องยากให้ัจับต้องง่ายขึ้น เช่น แถบวัดระดับสีผิว, ข้อดี 5 ประการ 7…

  • 5 บทเรียนจากการนำเสนอกับผู้บริหาร

    อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ผมทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น เพราะหัวหน้าให้โอกาส present กับ Steering Committee ของบริษัทในงานที่ทำอยู่ Steering Committee (ยังหาคำแปลภาษาไทยที่ถูกใจไม่เจอ) คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่รับผิดขอบ project ใหญ่ๆของบริษัท ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจ แก้ปัญหา และติดความความคืบหน้าของ project เป็นระยะ โดยปกติคนที่เป็น project lead จะเป็นคน present Project lead ซึ่งคือหัวหน้าผมเห็นว่า หัวข้อที่กำลังมีปัญหาต้องรีบตัดสินใจ คือเรื่องที่ผมรับผิดชอบอยู่ เลยให้ลองเปิดตัว present เอง (ขอบคุณครับ T__T) ตัวผมที่เป็นมดทำงานตัวเล็กๆแม้จะเคย present งานก็ไม่น้อย ก็ยังอดป๊อดเบาๆไม่ได้ เพราะ Steering Committee แต่ละคนรุ่นใหญ่ เขี้ยวลากดินทั้งนั้น แน่นอนว่าแม้จะพยายามเตรียมตัว และขอให้หัวหน้าช่วยโค้ชอย่างใกล้ชิด ยังมีเมามัด ต้องพักยกให้น้ำ ทำแผลบ้าง วันนี้ present เสร็จ รีบกลับมานึกว่า ถ้าครั้งหน้าต้องขึ้นชก เอ้ย present…

6 Comments

  1. สมมติถ้าเราเป็นลูกน้องคนอื่นหากจะทำงานให้เขาแบบถวายชีวิต อย่างแรกเขาต้องทำให้เรายอมรับได้ก่อน หรือสร้างความรู้สึกที่ดีๆ ให้เราเป็นกันเอง ช่วยเหลือเรา เช่น ทางบ้านครอบครัวเป็นยังไงบ้าง พอมีปัญหาก็เข้ามาช่วยเหลือ อย่างนี้เป็นใครก็ทำงานถวายชีวิตให้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราไปเป็นนายคนอื่น หากจะให้ลูกน้องศรัทธาในตัวเรา ทำงานให้เราแบบถวายชีวิตบ้าง เราก็ต้องทำให้ลูกน้องซาบซึ้งในตัวเราให้ได้ก่อน นี่คือ อกเขาอกเรา ใจเขาใจเรา ไม่ต้องใช้หลักบริหารหรือทฤษฎีใดๆ อยู่ที่ใจทั้งนั้น ถ้าทำให้เขายอมรับในตัวเราได้ก็สำเร็จ” คนที่เป็นนาย ก็ต้องการลูกน้องดี มีความสามารถ ฉลาด ซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตคดโกง มีสัมมาคารวะ คนที่เป็นลูกน้องก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้องการนายที่ดี ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตนจนลืมลูกน้อง มีความรัก ความเมตตา ยุติธรรม พูดจาดี ไม่ชอบดูหมิ่นดูแคลน และมีน้ำใจต่อลูกน้อง การที่จะเป็นผู้นำที่ดีและเป็นผู้นำในฝันของใครนั้น ง่ายนิดเดียว เพียงคิดและมองในมุมกลับและทำให้ได้ คือถ้าเรามีนายหรืออยู่ในสถานะเป็นลูกน้องเขา ถามว่าเราอยากได้นายแบบไหน นายในฝันของเราเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเขียนลงในกระดาษ เช่น ต้องเป็นผู้ที่ทำให้เรายอมรับได้ มีเมตตา ยุติธรรม มีบุคลิกเป็นผู้นำ รับฟังลูกน้อง สนับสนุน เป็นต้น

    เวลาที่ลูกน้องทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา หัวหน้าต้องไม่ด่วนสรุปตัดสินว่าเขาผิดหรือกล่าวโทษ หรือด่าว่าโดยทันที แต่ต้องมาพิจารณาหาสาเหตุว่าที่ผิดพลาดนั้นเพราะอะไร ผิดพลาดตรงไหน และหาวิธีแก้ไข เพราะลูกน้องเมื่อรู้ว่าตนทำงานผิดพลาด ใจก็หวาดหวั่นครั่นคร้ามว่านายจะเล่นงานอยู่แล้ว

    ถ้าลูกน้องผิดพลาดในเรื่องมหันต์ ก็ต้องพิจารณาหาสาเหตุว่าผิดเรื่องเดิมหรือเปล่า หรือผิดเพราะหลงผิด หรือผิดเพราะทำผิดจริงๆ หรือผิดเพราะไม่รู้ถึงได้ทำผิด แต่ถ้าผิดในเรื่องทุจริตหรือคดโกงบริษัท ลูกค้า อันนั้นก็ต้องมีมาตรการลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ยอมไม่ได้
    การที่ลูกน้องทำงานผิดพลาดขึ้นมา ผู้นำจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ จะโทษก็ต้องโทษผู้นำหรือผู้บริหารที่ไม่ได้ทำการฝึกสอนเขาให้ดี การที่จะทำให้ลูกน้องเกิดความประทับใจ ผู้เป็นนายสามารถทำได้ในสถานการณ์ที่เห็นว่าเหมาะสม และควรฉวยโอกาสทำทันทีไม่รอช้า เพราะถ้าช้าไปก็อาจไม่มีโอกาสดีๆ เช่นนั้นอีก”

    เพียงแค่ใช้ “ใจ” มองอีกฝ่ายแค่นี้ “ผู้นำ” ก็ได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ

  2. @อิๆๆ..ผ่านมาเจอครับ..: ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ ผมเห็นด้วยว่าผู้นำต้องใช้ใจแลกใจลูกน้อง…

  3. อ.อุไรวรรณ อยู่ชา วิทยากรบรรยายหลักสูตร หัวหน้างานมืออาีชีพ ชี้ประเด็นได้ชัดเจนเรื่องการได้ใจลูกน้อง
    “เราต้องการหัวหน้าแบบไหน ลูกน้องก็ต้องการให้เราเป็นแบบนั้น” เข้าไปนั่งในดวงใจลูกน้องให้ได้่ก่อน
    เริ่มจากการเปิดใจ มีทัศนคติที่ดีกับลูกน้อง เอาใจเขามาใส่ใจเรา อาจารย์นำ Case ของหัวหน้างานทั้ง
    ลูกน้องเกลียด และ ลูกน้องรักทำงานถวายชีวิตมาแชร์ได้เห็นภาพมาก เพราะ อาจารย์มีประสบการณ์ใน
    การทำงานร่วมกับหัวหน้างาน จาก SCG มาเกือบ 20 ปี อบรมกลับมา ผมนำมาใช้ประโยชน์ไ้ด้เยอะมาก
    เพื่่อน ๆ ที่เข้าอบรมด้วยกัน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นการอบรมที่คุ้มค่าที่สุด ได้ประโยชน์มาก และ
    อาจารย์นำเทคนิคการสอนแบบผู้ใหญ่มาใช้ทำให้บรรยากาศการอบรมสนุกมาก ประทับใจที่สุดครับ

  4. k.Chutchapol ผม ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งมา 15 ปี
    ขอแชร์ว่า หัวหน้าที่ได้ใจลูกน้องนั้น วัดจากผลงานได้ตาม KPI Project ต่าง ๆ
    สำเร็จ โดยลูกน้องทุ่มเททำงานกันเต็มที่ เมื่่อเดินไปทางไหนลูกน้อง
    ต้อนรับทักทายอย่างดี บอกให้ลูกน้องทำอะไร ลูกน้องเต็มใจทำ เต็มใจ
    ช่วยเหลือทุกอย่าง แต่หัวหน้าที่ลูกน้องไม่รัก งานก็มีแต่ปัญหา เพราะลูกน้อง
    ทั้งยัดไส้ ทั้งทิ้งปัญหา และเดินไปทางไหนลูกน้องวงแตกหนีค่ะ
    เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการโรงงาน ที่สร้างใหม่
    ได้เชิญ อ.อุไรวรรณ อยู่ชา มาสอนผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้างานใหม่
    หลักสูตร เทคนิคการเป็นหัวหน้างานมืออาชีพ พบว่าได้ผลครับ หัวหน้างานทุกคน
    รู้บทบาทหน้าที่และปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าในดวงใจของลูกน้อง ทำให้ได้ทั้งาน
    และได้ทั้งใจลูกน้อง ไม่เจอปัญหาเหมือนที่เก่า ผมจึงเห็นว่าการให้ความรู้หัวหน้างานสำคัญมาก

  5. @K.ถนัด: จริงครับ คนส่วนมากมักมองข้ามความสำคัญด้านการบริหารคนของหัวหน้างานใหม่ แล้วปัญหาก็จะเกิดไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหัวหน้าใหม่อาจได้โปรโมทเพราะความสามารถในการทำงานแต่บริหารคนไม่เป็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *