เปลี่ยนนิยามความล้มเหลว

Portrait of a wistful overweight man sitting on floor with exerc

 

ถ้าถามคนที่เคยตั้งเป้าหมาย ทั้งเรื่องงาน (ขอย้ายแผนก หางานใหม่ Project ที่น่าสนใจ) หรือเรื่องส่วนตัว (เก็บเงิน ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย) ว่าทำไมถึงยังไม่สำเร็จ เรามักจะได้ยินคำตอบอยู่ 2 ประเภท คือ

1. มีสารพัดข้ออ้างจนไม่ได้เริ่ม

2. เริ่มไปแล้วแต่เจอปัญหา ก็ท้อ คิดว่าคงไม่สำเร็จหรอก แล้วก็เลิกไป

ผมเองก็เจอเองกับตัวหลายเรื่อง และหลายรอบในเรื่องเดิมๆด้วย บางเรื่องก็ลองแล้วก็ไม่สำเร็จจนจะถอดใจไม่ทำอยู่แล้ว

แต่เชื่อมั้ยครับ ว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหา และความล้มเหลวนิดเดียว ภาพเปลี่ยนเลย

มาดูกันทีละข้อ

1. มีสารพัดข้ออ้างจนไม่ได้เริ่ม

คนส่วนมากไม่กล้าเริ่ม เพราะกลัวความล้มเหลว กลัวพลาด ซึ่งก็มีความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะต่อให้เราจะทำตามแผนทุกอย่างที่วางไว้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ล้มเหลว เพราะสารพัดปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ จริงที่เราควบคุมได้จริงๆคือ “สิ่งที่เราทำ”

แต่ถ้าเรานิยาม “ความล้มเหลว” ใหม่เป็น “ความล้มเหลวในการลงมือทำ”

การนิยามแบบนี้ทำให้ความล้มเหลวมีกรณีเดียวเท่านั้น

คือไม่ลงมือทำ ซึ่งเรากำหนดได้ 100%

ตราบใดที่เราพยายามเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย เราก็ยังไม่ล้มเหลว

เราประสบความสำเร็จในการลงมือทำเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น

2. เริ่มไปแล้วแต่เจอปัญหา แล้วท้อ

มีไม่น้อยที่พอลงมือทำแล้ว (ผ่านข้อแรกมาเรียบร้อย) พอเจอปัญหาก็เริ่มใจแป๊ว

จะรอดมั้ยหว่า?

ใจคิดไปไกลว่าปัญหา หรืออุปสรรคที่เจอเป็นสัญญาณของความล้มเหลวแน่

ให้ลองมองใหม่ว่า ปัญหาหรืออุปสรรคที่เจอเป็นเหมือน สัญญาณ

ใช่ครับ สัญญาณ แต่ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำไปสู่เป้าหมาย

 

ตอนที่ผมอ่านเจอแนวคิดการนิยามความล้มเหลวใหม่นี้ รู้สึกปิ๊งเลย (paradigm shift)

เป็นคำนิยามที่ช่วยลดความกดดัน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เราลงมือทำ ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดก่อนการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

 

คำถาม: นิยามความล้มเหลวใหม่นี้ช่วยคุณได้อย่างไร? 

Similar Posts

  • Exit Interview โอกาสสุดท้ายที่หลายองค์กรพลาด

    เมื่อพนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออก นอกจาก HR กับหัวหน้างานจะวุ่นกับการหาคนมาแทน (ถ้ายังไม่ได้เตรียมแผนไว้) อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรใหญ่ๆมักจะทำคือการทำ Exit Interview หรือสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะไป ซึ่งมักจะทำช่วงสุดท้ายที่พนักงานมาทำงานเพื่อให้พนักงานสบายใจถ้าต้องกล่าวถึงบุคคลอื่นในองค์กร ในฐานะที่มีโอกาสทำ Exit Interview ผมมองเห็นสิ่งที่หลายองค์กร รวมถึงคนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น HR พลาดที่จะใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรเพราะเรื่องต่อไปนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พูดหรือระบาย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะมีการคุยกับพนักงานก่อนจากกัน บางทีอาจมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว ส่งให้พนักงานกรอก คำถามก็ประมาณ ทำไมถึงออก ออกแล้วไปไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าพนักงานคงไม่กรอกอะไรมาก นอกจากจะอัดอั้นจนทนไหวแล้วจริง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการไม่เปิดโอกาสให้พูด คือ พนักงานก็จะหาช่องทางพูด หรือระบายอยู่ดี อาจจะผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือ Social Network ต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อขวัญและกำลังใจของทีมมาก เพราะองค์กรจะไม่มีโอกาสอธิบายว่า สิ่งที่พนักงานระบายกันเองนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน

  • |

    The Happiness Equation: สมการความสุข?

    วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “The Happiness Equation” ของพี่เบียร์ (นิค เผ่าทวี) อีกหนึ่งคนไทยที่มีความสามารถระดับสากลในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ และปัจจุบันสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์ แม้จะมีโอกาสได้อ่านไปเพียงบทเดียว แต่ก็ได้อะไรข้อคิดน่าสนใจหลายอย่างจากการฟังพี่เบียร์เล่าในงานนี้ ความสุขแม้จะดูเป็นเรื่องนามธรรม วัดผลลำบาก แต่ทางเศรษฐศาสตร์ก็สามารถหาวิธีวัดได้โดยการเก็บข้อมูลมากพอ (หลายสิบปี หลายหมื่นข้อมูล) เพื่อที่จะหาปัจจัยหรือบอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการศึกษา ซึ่งในที่นี้คือความสุข คนเราจะจำเหตุการณ์อะไรที่โดดออกมาจะประสบการณ์ปกติ และตอนจบของเรื่องมากกว่าช่วงอื่นๆ (“peak-end” effect) ซึ่งขัดกับความคิดของคนส่วนใหญ่เชื่อว่า เราจะจำสิ่งที่ทำซ้ำๆได้ ตัวอย่างเช่น ส่วนใหญ่เราจะจำได้ตอนเกิดเหตุการณ์ 9/11 (peak)เรากำลังทำอะไรอยู่อย่างละเอียด แต่ถ้าถามว่าแล้ววันก่อนหน้านั้น1วันเราทำอะไรอยู่ คนส่วนใหญ่จะจำไม่ได้ ถ้าไปผับแล้วอยากเพิ่มโอกาสตัวเองในการได้เบอร์สาว ให้หาเพื่อนที่คล้ายๆกับเราแต่โดยรวมด้อยกว่าเราเล็กน้อยไปด้วย โอกาสของเราจะเพิ่มขึ้นเทียบกับไปคนเดียว เพราะสาวจะเทียบว่าเราดีกว่าเพื่อนอีกคนและให้เบอร์เรา (ที่เรื่องอย่างนี้ จำแม่นเชียว…^^”) หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือประเภท How to แต่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสุขที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นตามหลักการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ ผมชอบที่พี่เบียร์บอกว่าข้อมูลมีอยู่3ส่วน ส่วนของเรา(ที่คิดว่าจริง)my part, ส่วนของคุณ;your part, และความจริง; the truth เพราะสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นความจริงส่วนใหญ่จะมีความเห็นของเรา (หรือของคนอื่น) เข้าใจผสมจนไม่ใช่ความจริง…

  • |

    Manager as Coach Workshop: คุณรู้จักการโค้ชรึปล่าว?

    “จากสเกล 0-100 คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหน?” คุณ Craig McKenzie ซึ่งเป็น Master coach และ facilitator ของ Workshop ได้โยนคำถามนี้ก่อนเริ่มการสอนแก่ผู้บริหารระดับสูงประมาณ 25 คน ให้มายืนเรียงกันตามลำดับความมั่นใจในการโค้ชของตัวเอง จากการกะด้วยสายตา ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นโค้ชที่ดีประมาณ 25-50% แต่หลังจากที่รู้ว่าการสั่ง การบอก การสอนลูกน้อง ไม่ถือว่าเป็นการโค้ช หลายคนถอยกราวลงมาเหลือไม่ถึง 25% คุณ Craig บอกว่าการโค้ชเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบของ การตั้งเป้าหมาย การเริ่มหรือเปลี่ยนการกระทำที่จะปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ทบทวนว่าพฤติกรรมที่เราเปลี่ยนส่งผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกอย่างไร ดูจากนิยาม ผมก็ไม่ได้แปลกใจหรือต่างจากที่คิดเท่าไหร่ ตลอด workshop 2 วัน ผมได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาผ่านกิจกรรม และแบบฝึกหัดต่างๆ รวมถึงเทคนิคการนำเสนอที่เข้าขั้นเทพมาก (ในฐานะที่เป็น Trainer เหมือนกัน) แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ใหม่จาก workshop นี้มีจริงๆอยู่ 2-3 เรื่อง คนที่เป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในรายละเอียดของปัญหา เพราะโค้ชไม่ใช่คนตอบคำถาม หรือรู้ทุกเรื่อง โค้ชมีหน้าที่ถามคำถาม ให้อีกฝ่ายได้คิด…

  • |

    ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

    ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน… หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์ ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้ ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^” ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้ พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

  • เรื่องตลกซ้ำๆที่ขำไม่ออก

    ระหว่างประชุม ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกให้ทีมฟัง เนื่องจากเรื่องมันโดน หรือลีลาการเล่าขั้นเทพ ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้  หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลอยู่นาน หลังจากที่ทุกคนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่ก็ยังหัวเราะอยู่ พอคนหยุดขำ หัวหน้าก็เริ่มเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สาม ด้วยลีลา จัดเต็มเหมือนเดิม ยังพอได้ยินเสียงขำอยู่บ้าง แม้คนส่วนใหญ่จะเริ่มฟังแล้วเฉยๆแล้ว แต่ท่านผู้จัดการยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นเท่านั้น ทุกครั้งที่คนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการก็เล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ ครั้งที่สี่ ห้า และหก อย่างที่พอจะเดาได้ คนที่นั่งฟัง ไม่เพียงเริ่มไม่ขำ ไม่หัวเราะ หลายคนหงุดหงิด รำคาญจนอยากลุกหนี ไม่เข้าใจว่าผู้จัดการเป็นอะไร เล่าตลกมุกเดิมๆซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สุดท้ายมีหนุ่มคนหนึ่งรวบรวมความกล้า ยกมือถามผู้จัดการว่า “หัวหน้าสบายดีรึปล่าวครับ? ทำไมเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้” ผู้จัดการอารมณ์ดีตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆว่า “อ่าว แล้วเรื่องที่ผมเล่า ไม่ขำหรอกหรือ?” พนักงานอีกคนยกมือ ลุกขึ้นตอบว่า “เรื่องตลกของหัวหน้า ขำสุดยอดเลย แต่ผมขอพูดตรงๆนะครับ หลังจากฟังเรื่องตลกที่หัวหน้าเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเริ่มไม่ขำ แถมยังทำให้ทุกคนทั้งหงุดหงิด และอึดอัดอีกครับ” ผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็ยังใจเย็น ตอบกลับเรียบๆ “นี่ขนาดเรื่องตลกเรื่องเดิมที่ทำให้คุณขำตกเก้าอี้ตอนแรก พอเล่าซ้ำๆยังทำให้คนหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ลองนึกดูเวลาผมฟังปัญหา ความผิดพลาด เดิมๆ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *