|

Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part I)

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ทุกบริษัทจะคาดหวังและต้องการเวลาจากพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ

พนักงานก็ดูมีความสุขน้อยลง เริ่มบ่นว่าใช้เวลาทำงานทั้งที่ทำงานและบ้านมากขึ้น

เครียดและล้าสะสมมากขึ้น…

ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน

แล้วช้านจะหาแฟนได้มั้ยเนี่ยยยย… ^^”

ไม่ต้องแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดกับเรา หรือบริษัทของเราที่เดียวรึเปล่า?

จริงๆแล้วเรื่อง Work/Life Balance (Work/Life Effectiveness, etc.) นี้เป็นปัญหาใหญ่ในทุกองค์กรทั่วโลกเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลาออกจากไปทำงานที่ใหม่แล้วจะไม่มีปัญหานี้

หลายบริษัทมีการจัดอบรมเรื่องการบริหารเวลา (Time Management) แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่

วันก่อนผมได้มีโอกาสดูคลิปการพูดของคุณจิม ลาฟเฟอร์ตี้ (Jim Lafferty) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท พูดในการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในทวีปอเมริกา เรื่องเทคนิคที่ได้เรียนรู้ในการจัดการชีวิตและงาน ซึ่งสรุปออกมาเป็น 15 เทคนิค

ซึ่งคุณจิมรับประกันว่าถ้าได้นำไปใช้ ชีวิตของคุณจะดีขึ้นทันที (โฆษณาให้หน่อย)

ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยอย่างจะมาแบ่งปันกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน ขึ้นอยู่กับความขยันนะครับ… ;D

_______________________________

สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนคือ work/life balance ไม่เกี่ยวกับเวลา

ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำงาน 8 ชั่วโมงปั๊บ สามารถกลับบ้านได้คือคนที่มี work/life balance ที่ดี

แต่เรื่องนี้มันขึ้นกับมุมมองของตัวเองและคนรอบตัวเราว่ามี work/life balance ที่ดีแค่ไหน

มาดูกันว่าเทคนิค 15 ข้อที่จะช่วยให้คุณจิม มีwork/life balance ที่ดีมีอะไรบ้าง (คุณจิมให้คะแนนตัวเอง 4/5 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท)

  1. กำหนดบทบาททั้ง5 ในชีวิตแต่ละคนจะมีบทบาทที่ต่างกันไป เช่น พ่อ, สามี, ลูก, เพื่อน, พนักงาน, ประธานชมรมสามล้อ, นักดนตรี, ฯลฯ บางคนอาจมีเป็นสิบ ซึ่งไม่มีทางที่เราจะทำหน้าที่ในทุกบทบาทได้อย่างมีคุณภาพในเวลาที่เรามีอยู่วันละ 24 ชั่วโมง ลองเลือกบทบาทที่จำเป็นกับเราจริงๆแค่ 5 บทบาทหลักๆในชีวิตของเรา และเลือกที่จะปฏิเสธที่บทบาทอื่น ถ้าต้องการจะเพิ่มอีกหนึ่ง ก็ต้องลดอีกหนึ่งบทบาท
  2. ใช้ปฏิทินเดียวในชีวิต คนส่วนใหญ่จะมีหลายตาราง ตารางงานของบริษัท(Outlook) ตารางส่วนตัวในรูปแบบต่างๆ (Google calendar, PDA, สมุดโน้ต) ซึ่งจะมีหลายครั้งที่ตารางงานจะทับกับเรื่องส่วนตัว แต่คนที่นัดจะไม่เห็น และเกือบทุกครั้งเรื่องงานก็จะชนะเรื่องส่วนตัว… – -” ให้แก้ด้วยการใช้ปฏิทินเดียว ใส่ทุกอย่างลงไปในนั้น แต่อาจไม่จำเป็นต้องเขียนรายละเอียดถ้าไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่อย่างน้อยให้เห็นว่าเวลานี้ไม่ว่าง ชีวิตจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย
  3. ในเหตุการณ์สำคัญ (defining moment) ให้เลือกครอบครัวเสมอ โดยเฉลี่ยเราจะมีเหตุการณ์สำคัญกับที่ครอบครัวหรือคนที่เรารักต้องการเรา เช่น วันครบรอบแต่งงาน วันรับปริญญาลูก วันที่ลูกแสดงละคร เป็นต้น ประมาณ 5-6 ครั้งต่อปี ให้แน่ใจว่าเราไม่พลาดเพราะงาน หรือเหตุผลอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าเค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ
  4. ลาพักร้อนให้ได้พักจริงๆ ไม่ต้องเอาnotebook ไป เช็คเมลทุกวัน เปิดBB บริษัท ขนาด CEO ยังทำได้ อย่าไปกลัวว่าบริษัทจะเจ๋ง ถ้าขาดเราซักอาทิตย์ ให้มั่นใจว่าทีมเราสามารถทำงานได้โดยไม่มีเรา(ช่วงพักร้อนนะ ไม่ใช่ตลอดไป :P) กลับมาถ้าลืม password เข้าคอม หรือเมล แสดงว่าเราได้พักผ่อนจริงๆ… :D
  5. ฝึกการเขียน Memo การเขียน 1-page memo ที่ดีเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของบริษัท ที่จะช่วยให้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดเวลาในการเข้าใจผิดได้มาก (ข้อนี้อาจจะเป็นเทคนิคภายในบริษัทนิดนึง)

วันนี้เอาเท่านี้ก่อน โปรดติดตามเทคนิคข้อ 6-15 ได้ในตอนต่อไป…

____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ดูมืออาชีพแสดงให้ได้มากกว่าความบันเทิง

    บ่ายวันนี้แฟนชวนไปดูบัลเล่ต์ Swan Lake ของ Matthew Bourne ซึ่งยกทีมจากอังกฤษมาแสดงที่สิงคโปร์ในเทศกาล da:ns Festival 2014 บอกตามตรง เมื่อก่อนผมรู้สึกเฉยๆมากกับการดูละครเวที หรือบัลเลต์ เพราะคิดว่าไม่สนุก ยิ่งรู้่ว่าบัลเล่ต์ที่จะไปดูวันนี้เป็นผู้ชายแสดงเป็นหงส์ด้วย ยิ่งรู้สึกแปลกๆ แต่หลังจากที่ได้จบกลับชื่นชมในการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง และความอ่อนช้อย ของนักแสดงทุกคน ยิ่งเห็นความพร้อมเพรียงในการเต้น และการจัดระเบียบตัวยิ่งชื่นชม และมั่นใจว่าต้องผ่านการซ้อมมาอย่างหนักแน่นอน นอกจากบัลเล่ต์วันนี้ การที่ผมได้มีโอกาสดูการแสดงดีๆระดับโลกทั้งที่สิงคโปร์ และอังกฤษ ความคิดผมเกี่ยวกับการแสดงก็เปลี่ยนไป

  • 3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

    สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน? สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่ ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ 1. Humble

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลงในองค์กรกับทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory: How to manage organization change)

      เห็นชื่อหัวข้ออย่าเพิ่งตกใจว่าอ่านบล็อกหรือวิทยานิพนธ์อยู่กันแน่? (แต่ถ้าจะเอาจริงๆก็เชื่อว่าเป็นหัวข้อThesisได้เลย) และต้องออกตัวด้วยว่าโพสนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังของค่ายGTH ที่เพิ่งเข้าโรง… ^^” เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างที่ไปอบรมที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเจอกันทุกองค์กรไม่มากก็มากที่สุด :P ทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory) นี้ซึ่งคนสอนตั้งเองจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีบอกว่าโดยทั่วไปคนในองค์กรจะแบ่งออกเป็น5กลุ่มและมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อให้ง่ายในการอธิบาย ผมขอสมมติให้แกนXแทนตำแหน่งของมาตรฐานการทำงานของคน(ยิ่งขวายิ่งดี มาตรฐานสูง) และแกนYแทนจำนวนคน กลุ่มแรกคือคนในสีน้ำเงินทางขวาคือกลุ่มทีีบริษัทชอบมากเพราะมาตรฐานสูง เป็น role model ขององค์กร กลุ่มต่อมาก็ค่อยๆไล่กันลงมาจากเขียวด้านขวา(เกาะกลุ่มผู้นำ) แดง(คนส่วนใหญ่) เขียวซ้าย(มั่นใจว่าฉันไม่แย่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มน้ำเงินทางซ้ายอยู่) และน้ำเงินซ้ายที่ทุกคน(รวมถึงเจ้าตัว)ก็รู้ว่าตัวเองรั้งท้ายในองค์กร สมมติว่าองค์กรต้องการจะยกมาตรฐานในการทำงานของพนักงานขึ้น (เขยิบไปทางขวา) ถามว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ให้เวลาลองคิดดูซักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อ … ถามว่าทั้งองค์กรจะปรับตัวไปทางขวาพร้อมๆกัน และยังคงการกระจายตัวแบบปกติอยู่มั้ย? คำตอบคือ ไม่ การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเป็นลักษณะของหนอนกระดึ๊บ ยังไง?

  • เปลี่ยนนิยามความล้มเหลว

      ถ้าถามคนที่เคยตั้งเป้าหมาย ทั้งเรื่องงาน (ขอย้ายแผนก หางานใหม่ Project ที่น่าสนใจ) หรือเรื่องส่วนตัว (เก็บเงิน ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย) ว่าทำไมถึงยังไม่สำเร็จ เรามักจะได้ยินคำตอบอยู่ 2 ประเภท คือ 1. มีสารพัดข้ออ้างจนไม่ได้เริ่ม 2. เริ่มไปแล้วแต่เจอปัญหา ก็ท้อ คิดว่าคงไม่สำเร็จหรอก แล้วก็เลิกไป ผมเองก็เจอเองกับตัวหลายเรื่อง และหลายรอบในเรื่องเดิมๆด้วย บางเรื่องก็ลองแล้วก็ไม่สำเร็จจนจะถอดใจไม่ทำอยู่แล้ว แต่เชื่อมั้ยครับ ว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหา และความล้มเหลวนิดเดียว ภาพเปลี่ยนเลย มาดูกันทีละข้อ 1. มีสารพัดข้ออ้างจนไม่ได้เริ่ม คนส่วนมากไม่กล้าเริ่ม เพราะกลัวความล้มเหลว กลัวพลาด ซึ่งก็มีความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะต่อให้เราจะทำตามแผนทุกอย่างที่วางไว้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ล้มเหลว เพราะสารพัดปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ จริงที่เราควบคุมได้จริงๆคือ “สิ่งที่เราทำ”

  • |

    Career Planning: Do you have a plan?

      ช่วงนี้มีผู้บริหารระดับสูงมาเยี่ยมชมที่โรงงานของเราบ่อย ผลพลอยได้อย่างหนึ่งนอกจากต้องเตรียมทำ presentation (และปลูกผัก) นั่นก็คือได้ฟังผู้ใหญ่ coach ในเรื่องต่างๆที่น่าสนใจ ล่าสุดคุณ Bruce William จาก HR ได้มาเล่าสู่กันฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการวางแผนอาชีพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งทั้งสำหรับบริษัทที่สามารถย้ายงานข้ามสายงานได้ และ promote from within และต้องการดึงดูดพนักงานที่เก่งๆให้อยู่กับบริษัทนานๆ ขณะเดียวกันก็สำคัญสำหรับพนักงานที่ต้องการจะเติบโตขึ้นไปในองค์กร และตอบสนองความต้องการของตัวเอง สิ่งแรกที่เราควรรู้เกี่ยวกับการวางแผนอาชีพ ซึ่งคุณ Bruce Williams ได้ย้ำหลายรอบคือ Nobody cares more about your career than you do! – Bruce Williams

  • แปลงความสงสัยเป็นจุดด้วย Info Sponging

    Stay hungry. Stay foolish. – Steve Jobs ผมเชื่อว่าทั้งสาวก และไม่ใช่สาวกของ Apple จำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับประโยคนี้ของท่านศาสดา Steve Jobs กันดี เป็นประโยคที่กระตุ้นให้เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถามว่าเรียนรู้ไปเพื่ออะไร? ก็อาจจะตอบแบบเท่ๆได้ว่า เพื่อเอามาต่อจุด (connect the dots) เพื่อสร้างองค์ความรู้ หรือนวัตกรรมใหม่กับงาน หรือชีวิตของเราเอง You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. – Steve Jobs…

4 Comments

  1. ชอบอ่านที่ชัชเขียนอ่ะ สั้น ๆ เข้าใจง่ายดี จะรออ่าน 6-15 นะ :)

  2. @Phinyada: ขอบคุณครับ ตอนต่อไปรออ่านอาทิตย์หน้านะ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *