ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009)

และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ

สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA)

ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“

Improvement Areas

ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate)
  • ความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย (2-3 ครั้ง / อาทิตย์)

การงาน (A) 1 pt up vsYA

หลังจากได้ทำงานด้านการพัฒนาคนใน HR มาได้ปีกว่าๆ ก็ยังสนุกกับงาน และจุดที่สามารถปรับปรุงได้ทั้งตัวเอง และตัวงาน แต่ Hilight ที่ภูมิใจมากในปีที่ผ่านมา คือ การตั้งบริษัทของตัวเอง (People Matters) ซึ่งรับงานบรรยาย, อบรม, และรับปรึกษาระบบด้านงานบุคคล จะว่าไปการได้ตั้งบริษัทนี้ก็เป็นเรื่องของโอกาส บวกกับความชอบและความบ้าเล็กๆส่วนตัว เพราะต้องฝึกความรับผิดชอบ และการแบ่งเวลาให้ดีกว่าเดิม แต่สิ่งที่ได้แน่ๆคือมุมมองของเจ้าของธุรกิจ ที่จะมองภาพรวม และช่วยการทำงานในฐานะพนักงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

Improvement Areas

  • ศึกษาหาความรู้ในระบบต่างๆของ HR ให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น และมองหาความเชื่อมโยงกับธุรกิจให้ดีขึ้น
  • สร้างหลักสูตรของตัวเอง และขยายฐานลูกค้า

การเงิน (B+) Flat vsYA

ปีนี้เป็นปีทองของการศึกษา และมีโอกาสได้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม ประกันชีวิต ทองแท่ง Gold Future หุ้น เรียกว่าจัดเต็มมาก แต่ไม่ใช่ปีทองด้านผลตอบแทน… T_T

Improvement Areas

  • ผลตอบแทนจากการลงทุน
  • คุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

สภาพจิตใจ (ฺA-) 1pt down vsYA

ปีนี้สภาพจิตใจโดยรวม ถึงว่ายังโอเคอยู่ แม้จะรู้สึกแย่ และกังวลไปบ้างกับการจัดการปัญหาน้ำท่วม (แม้สุดท้ายน้องน้ำมาเยี่ยมบ้านไม่ถึงก็ตาม) และสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ กับใจ คือ เรามีส่วนในการเสพดราม่าต่างๆมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และมาจากทุกช่องทาง มีทุกวันไม่ซ้ำด้วย ซึ่งก็ส่งผลให้ใจถูกดึงไปทางโน้นที ทางนี้ทีจนเหนื่อยกว่าที่ควร

Improvement Areas

  • ลดการเสพดราม่าในทุกช่องทาง
  • มีความสุขกับปัจจุบันจากเรื่องธรรมดารอบตัว

ความรัก (A) Flat vsYA

ยังคงมีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอ… :)

Improvement Areas

  • คิดก่อนพูดมากขึ้น (ช่วยมั้ยนะ ^^”)

การพัฒนาตัวเอง (B+) 2pt up vsYA

ปีนี้ได้อ่านหนังสือดีๆหลายเล่ม ต้องขอบคุณตัวเองเมื่อปีที่แล้วซื้อ Kindle มา ปีนี้อ่านคุ้มเลยที่เดียว นอกจากหนังสือก็มีโอกาสรู้จักกลุ่มคนที่พัฒนาตัวเองใน Facebook ซึ่งก็ช่วยเปิดโลกด้านนี้ และดีใจมีคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน (หาไม่ง่ายนะ) และการเปิดบริษัทตัวเองก็ยิ่งกระตุ้นให้ตัวเองพัฒนาในด้านต่างๆที่ไม่เคยรู้ หรือไม่ค่อยรู้ ให้รู้มากขึ้น

Improvement Areas

  • ลดเวลาใน Social Network ต่างๆลง
  • ทำทีละเรื่อง (focus)

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (A-) 1pt up vsYA

ปีนี้ได้ทำประโยชน์กับคนอื่นได้หลายทาง และมากขึ้น ส่วนขึ้นเป็นเพราะอยู่ HR อีกส่วนเป็นเพราะวิกฤติน้ำท่วมรอบที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสช่วยทั้งพนักงานในบริษัท และเป็นอาสาสมัครไปช่วยตามที่ต่างๆ

Improvement Areas

  • ช่วยงานบ้านมากกว่านี้
  • ฝึกทำอาหาร (ปีที่ผ่านมาไม่ได้ฝึกเลย…)

สรุป (A-) 1pt up vsYA

โดยรวมสำหรับปี 2011 ผมพอใจในทุกๆด้าน บางด้านอาจมากบ้าง น้อยบ้าง แต่วัดที่ใจว่ามีความสุขแค่ไหนก็ถือว่าผ่านครับ… :)

สำหรับปี 2012 นี้ แม้อนาคตจะยังไม่ชัดเจน แต่มั่นใจว่าจะเป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงคร้้งใหญ่ในหลายๆด้าน ถามว่ากลัวมั้ย ก็ต้องบอกว่ากลัวแต่ยังยังไงการเปลี่ยนแปลงก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่แล้ว… ไม่ใช่เหรอ?

Similar Posts

  • Roundtable Lunch: Solving the Talent Crisis (part 2/2)

    หลังจากที่ Mr. Mark Allin แบ่งปัน Insights from the Global Workforce ในช่วงแรก ก็เป็นช่วงของ Panel โดยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ประกอบด้วย Panellist Mr. Ng Cher Pong, Chief Executive, Singapore Workforce Development Agency (WDA) Mr. Mark Allin, President and CEO, Wiley Ms. Tricia Duran, HR Director, Unilever Asia Dr. Winter Nie, Professor of Operations and Service management, IMD Ms. Wong Su-Yen, CEO,…

  • สิ่งที่ผู้นำต้องการมากที่สุด…ความจริง

      สิ่งที่ผู้นำต้องการนอกจากทักษะต่างๆทั้งการทำงาน และแก้ปัญหาแล้ว ก็คือ… ความจริง แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป เพราะ 1. คิดเอาเองว่าภาพที่ตัวเองเห็น/เข้าใจเป็นความจริง 2. ทีมปิดบัง/บิดเบือนความจริง เนื่องจากกลัว, ไม่รู้, ฯลฯ 3. ตัวเองรู้แต่ไม่กล้ายอมรับความจริงนั้น – -” ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีแน่ๆ เพราะอะไร?

  • ความคาดหวังกับขนมลูกไ่ก่

    หายไปเที่ยวญี่ปุ่นมาสองอาทิตย์ แต่ก็ยังดีใจที่มีเพื่อนๆแวะเข้ามาอ่านอยู่สม่ำเสมอ… ^__^ กลับมาคราวได้นี้ได้ทั้งพลัง และไอเดียใหม่ๆมาแบ่งปันกันอีกเช่นเคย วันนี้ขอเล่าเรื่องความคาดหวังกับขนมลูกไก่ให้ฟังก่อน คือ ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่นมีเพื่อนบอกว่านอกจาก Tokyo banana ที่ขึ้นชื่อสำหรับซื้อเป็นของฝากแล้ว ก็มีขนมลูกไก่ ที่ทั้งน่ารัก ทั้งอร่อย ก่อนกลับผมก็แวะที่สนามบินซื้อทั้งสองอย่าง พอกลับถึงบ้านก็ได้ทำ QC check ก่อนไปฝากชาวบ้าน

  • 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

    ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. Context…

  • |

    If you aim at nothing, you will hit it every time

      “If you aim at nothing, you will hit it every time.” — Zig Ziglar สองวันก่อนอ่านเจอคำคมนี้แล้วรู้สึกโดนมาก… เพราะพอนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็รู้เลยว่า เรื่องที่ตัวเองไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ก็ไม่ได้ก้าวหน้า หรือพัฒนาไปไหนเลย ขนาดเรื่องที่ตั้งเป้าไว้ยังพลาดบ่อยๆ… ตัวอย่างร้อนๆ คือเรื่องเรียนภาษาจีน เรียนมาปีกว่าแล้วไม่ก้าวหน้าไปไหนกับเค้าเลย อายุก็มากที่สุดในห้อง ที่เรียนเค้าก็ใจดีให้ขึ้นชั้นมาเรื่อยๆ สุดท้ายมากดดันเราเอง เป็นที่โหล่ของห้อง (ร่วมกับน้องชั้นประถม และม.ต้น) อาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเปิดเทอมใหม่ ก็เลยตัดสินใจลดชั้นตัวเองลง ซึ่งก็ทำใจอยู่หลายวันเหมือนกันระหว่างจะเลิกเรียนไปเลย กับลดชั้นตัวเอง แต่สุดท้ายก็พอใจกับสิ่งที่เลือกแม้มันจะเป็นการเสียทั้งเวลา และเงินกับการเรียนลดชั้น อย่างน้อยก็รู้ว่า เรียนคราวนี้จะตั้งใจเรียน ทบทวน และฝึกเขียนภาษาจีนให้มากขึ้น เป้าหมายคือ สอบให้ผ่านเกิน 80% และเข้าใจบทเรียนจริงๆ ______________________________________ บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ก็จะไม่ได้อะไรเลย หรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเยอะๆ เพื่อนๆีเคยเจอปัญหาจากการไม่ตั้งเป้าหมายบ้างรึป่าวครับ?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *