My takeaways จากงาน Education Disruption Conference 2018

เรื่องการศึกษาเป็นหัวข้อที่ตัวผมเองให้ความสำคัญมาก เมื่อพี่กระทิงจัดงาน Education Disruption Conference 2018 จึงไม่อยากพลาดโอกาสที่จะเปิดมุมมองตัวเองด้วย ยิ่งได้เห็น agenda ที่น่าสนใจทั้งวัน แต่ด้วยความรับผิดชอบ ทำให้มาร่วมงานได้ช่วงหลังเบรคตอนบ่าย แต่กระนั้นก็ยังได้ความรู้ และมุมมองใหม่ๆ กลับไปไม่น้อยจากงาน

ผมสรุป takeaway มาฝากเผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่ไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงาน โดยเขียนเป็นข้อๆ จากสิ่งที่ผมฟังบวกการตีความส่วนตัวในแต่ละช่วงที่ผมฟัง ถ้าจะเข้าใจผิดจากคนพูดอย่างไร ก็ให้เป็นที่การตีความผิดของผมเองนะครับ

Disrupting and Driving Efficiency in School Operation by  Mr. Wicharn Manawanitjarern, CEO of Taamkru

  • งานหลายๆ อย่างของคุณครูเช่น การตรวจข้อสอบ หรือการเช็คชื่อนักเรียน เป็นงานที่ซ้ำซ้อน กินเวลามาก แถมยังไม่มีประสิทธิภาพจาก human error อีกด้วย
  • การใช้ technology เข้ามาช่วยสามารถ free up เวลาของคุณครูได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และลดความซ้ำซ้อน และความผิดพลาดของงานได้ดีมาก

Technology for All: Bridging Technology Skill Gaps in the Age of Digital Disruption by Mr. Viroj “Ta” Chiraphadhanakul, Founder of Skooldio

  • Lifelong Learning เป็นสิ่งที่สำคัญในยุค Digital Disruption เพราะทักษะใหม่ๆ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่จะรอหลักสูตร รอตำรา แล้วเรียนในห้องเรียน
  • ในแต่ละช่วงชีวิต การเรียนรู้ก็แตกต่างกัน
    • Freshman + SophomoresCareer Awareness เริ่มทำความรู้จักว่าอาชีพต่างๆ มีอะไรบ้าง
    • Juniors + SeniorsCareer Ready เตรียมความพร้อมด้านทักษะสำหรับการทำงาน
    • New HiresOn boarding เข้าใจทักษะ และวัฒนธรรมที่เฉพาะของแต่ละองค์กรที่ทำงานด้วย
    • StaffReskill เรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นกับการทำงาน
    • ExecutivesEnvision วางแผนสำหรับทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต
  • นายจ้างในปัจจุบัน และอนาคตต้องการคนที่มีความรู้ และทักษะที่ตรงกับลักษณะงาน ทำให้เราจะเริ่มเห็นบางองค์กรขนาดใหญ่ออกแบบหลักสูตร โดยร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาคนที่มีทักษะตรงความความต้องการ โดยไม่เน้นว่าต้องเรียนจบด้านไหน หรือที่ไหนมา
  • หาจุดร่วมระหว่างคนที่มีความพร้อมทั้งทักษะและการเรียนรู้  เทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุน และธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน

The pursuit of lifetime employability in the disruptive world by Mr. Titipong Pisitwuttinan, CEO of SkillLane

  • ถ้าระเบิดนิวเคลียร์ลง ระหว่างช้าง กับแมลงสาบ สัตว์ที่จะอยู่รอดไม่ใช่สัตว์ใหญ่อย่างช้าง แต่เป็นแมลงสาบที่สามารถปรับตัวได้
  • แม้บริษัทจะพยายามสนับสนุนการเรียนรู้การศึกษาให้เหมาะกับคนทำงาน และทักษะที่ต้องใช้มากขึ้น แต่สุดท้ายตัวพนักงาน หรือตัวเราเองคือคนที่จะต้อง own lifetime employability
  • career path ที่องค์กรเตรียมให้ อาจไม่เหมาะกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน พนักงานควรสร้าง self career management และขวนขวายหาความรู้จากสิ่งที่บริษัทเตรียมให้เช่น company academy หรือจากภายนอกบริษัทด้วยตัวเอง
  • หมดยุคที่พนักงานจะรอให้บริษัท / สังคม / ประเทศ ป้อนทักษะที่ตลาดต้องการแล้ว

Creating Teacher of Tomorrow by Miss Viria Vichit-Vadakan, CSO of Learn Corporation

  • ปัญหาของระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ใช่ความผิดของใคร เพียงแต่เป็นระบบที่ตอบโจทย์ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ที่ต้องผลิตแรงงานออกมาเป็น batch ที่มีทักษะเหมือนๆ กันจำนวนมากเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
  • มอง Problem ให้เป็น Possibilities
  • ในยุค digital เราต้องการระบบการศึกษา และคุณครูที่เข้าใจถึงความหลากหลาย และพัฒนาเด็กขึ้นมาแตกต่างกัน
  • คุณครู ควรเปลี่ยนบทบาทจาก Lecturer เป็น
    • Invovator
    • Designer
    • Coach
    • Facilitator
    • Digital enabler

Panel of Thai EdTech Startups

  • ความต่างของการศึกษาต่างประเทศ คือการให้อิสระในการเรียนรู้ และให้โอกาสนักศึกษา explore และ experience วิชาที่น่าสนใจก่อนจะเลือกสาขาที่เรียน
  • การจะแก้ปัญหาการศึกษาควรมองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาของระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนน้อยของระบบการศึกษาภาพรวม
  • การออกแบบระบบการศึกษา ควรใช้จุดแข็งของแต่ละภาคส่วน มากกว่าต่างคนต่างทำ สุดท้ายก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ได้แก้ในภาพกลยุทธ์ประเทศ
  • Education Disruption ไม่ใช่การเอา AI หรือ Machine มาแทนครู แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพ และการเข้าถึงคนส่วนใหญ่
  • เทคโนโลยีเป็น key leverage ในการแก้ปัญหาการเลื่อมล้ำของการศึกษาได้ดี

 

Riding Out The Tsunami Waves – Learning Strategy To Thrive in The Age of Digital Disruption by Mr. Krating Poonpol, CEO of Disrupt

  • สึนามิของ Digital Disruption ที่เราคิดว่าอีกไกล จริงๆ แล้วกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเราไม่ปรับตัวก็จะถูกคลื่นกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
  • แต่ถ้าเราขี่คลื่น Digital Disruption ได้ ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุด
  • การมีเป้าหมาย Moonshot ไม่พอยุคปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่ดีสุด เทียบกับอดีตไม่รู้กี่เท่า ถ้าอยากคิดใหญ่ต้องมองไกลแบบ Marshot
  • วิวัฒนาการความรู้ของคนที่จะประสบความสำเร็จ
    • I รู้ลึก รู้จริงเพียงเรื่องเดียว
    • T รู้ลึก รู้จริงเพียงเรื่องเดียว แต่เรื่องอื่นก็พอรู้บ้าง
    • Y รู้ลึก รู้จริงเรื่องเดียว เรื่องอื่นๆก็ต้องรู้ลึกพอสมควร
    • M รู้ลึกมากกว่าหนึ่งด้าน ในขณะเดียวก็รู้เรื่องอื่นๆ ที่สัมพันธ์ และเกี่ยวข้องกันด้วย
  • มองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ (Learn) ไม่ใช่ ‘ล้ม’ (Lom)
  • อย่าไปแข่งกับ Machine ในสิ่งที่ Machine ทำได้ดี เพราะยังไงเราก็ทำดี และมีประสิทธิภาพสู้ Machine ไม่ได้
  • ลักษณะงานในอนาคตต้องต่อยอด ใช้จุดแข็งของมนุษย์ผนวกกับจุดแข็งของ machine เป็นรูปแบบของ hybrid
  • ลงทุนในการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง อย่างน้อย 20% เพื่อสร้าง learning path และอนาคตของตัวเอง
  • แทนที่จะพยายาม ‘แก้’ ปัญหา ลอง ‘เล่น’ กับปัญหาดู เมื่อเรามีเวลาเล่น และเข้าใจปัญหามากขึ้น สุดท้ายคำตอบจะออกมาง่ายขึ้น
  • เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทดลองผิดพลาดให้เข้าใจ ก่อนจะใช้ Machine หรือเทคโนโลยีเพื่อช่วยขยาย capability เพื่อให้เราแก้ปัญหาและสร้าง impact ให้ใหญ่ขึ้น
  • แทนที่จะหมดหวังเมื่อเจอทางตัน ลองถาม What if? เพื่อหาทางเลือกที่เป็นไปได้ใหม่ๆ
  • Empathy, Relationship, Curiosity เป็นทักษะที่จำเป็น และสำคัญมากในอนาคต

 

สุดท้ายต้องขอขอบคุณพี่กระทิง และทีมจัดงานทุกท่านที่สร้าง Event ดีๆ แบบนี้เพื่อจุดประกาย และต่อยอดเพื่อการศึกษาของบ้านเราต่อไปนะครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    มาเป็นคนโชคดีรับตรุษจีนกันเถอะ

    ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ วันนี้วันตรุษจีน ผู้คนมากมาย หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส เด็กๆที่เพิ่งได้อั่งเปาจากญาติๆ ก็ออกมาเที่ยว ใช้จ่ายสมกับที่วันนี้เป็นวันเที่ยว น่าเสียดาย ที่วันนี้ก็เป็นวันสอบสำหรับนักเรียน และเป็นวันทำงานสำหรับคนอีกไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย ^^”) ช่วงเวลาดีๆอย่างนี้ เราจะเห็นคนอวยพรกันมากมาย ซึ่งเรื่องที่อวยพรก็ไม่พ้นเรื่องสุขภาพกาย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินทองไหลมา เทมา และอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนอยากมี คือ เป็นคนโชคดี พูดถึงเรื่องโชคดี คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคลาง เราควบคุมอะไรไม่ได้ พอดีผมอ่านบทความจากหนังสือ The Luck Factor ของ Richard Wiseman ซึ่งเขาทำการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 10 ปี จากคนที่โชคดีมากๆ และโชคร้ายมากๆ เพื่อหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้โชคดี และมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองโชคดีมั้ย หรือว่าโชคดีมันแค่เป็นดวงของคนนั้นๆ จากการวิจัย คุณ Richard พบว่าคนโชคดี สร้างโอกาสให้เกิดโชค ด้วยหลักการ 4 ข้อ นั่นแปลว่า คุณเองก็สามารถเพิ่มโอกาสโชคดีให้กับตัวเองได้!! :) หลักการ 4 ข้อนั้นประกอบด้วย

  • สกัดบทเรียนฝ่าวิกฤตกับ Food Passion

    ในยุควิกฤตโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาปีกว่าแล้วยังไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบ ทุกบริษัทต่างต้องปรับตัวกันจนเหนื่อยไม่มาก ก็มากที่สุด ทาง Kincentric ได้รับเกียรติจากคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มาแบ่งปันประสบการณ์วิธีคิด วิธีบริหารในช่วงวิกฤตนี้ ซึ่งสร้างพลังบวกให้ผมและทีมเป็นอย่างมาก จึงขอสกัดประโยคเด็ดๆ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากคุณแตนมาฝาก งานยาก ถ้าคิดว่ามันยาก มันจะยาก ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมของนักเรียนโอลิมปิก แต่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนต่อปัญหาจริงๆ ถ้าเราคิดว่างานมันยาก ก็จะปิดตัวเองในการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้ามองเป็นความท้าทายก็จะสนุกกับการหาวิธีทำงานให้สำเร็จ หรือง่ายขึ้น สู้โว้ย!

  • เทคนิคหางานที่ใช่ด้วย 5E

    ใครๆ ก็อยากเจองาน หรืออาชีพที่ใช่ งานที่เป็น life’s calling ของตัวเอง แต่จะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ ผมอ่านเจอเทคนิค 5 E จากหนังสือ The Lemonade Life: How to Fuel Success, Create Happiness, and Conquer Anything ของ Zack Friedman ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจ เลยเก็บมาเล่าและขยายความต่อ Explore ขั้นแรกของการหางานที่ใช่ คือ การเปิดโลกของตัวเองเรื่องงาน ว่าปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้ มีงานอะไรในโลกบ้าง อย่ามองแต่งานที่เรารู้จัก หรืองานที่ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น ถ้าคุณอยู่ในองค์กรแล้วก็อาจจะทำความรู้จัก และเข้าใจว่าตำแหน่งงานต่างๆ เขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราสนใจ เราสนใจตรงส่วนไหนของงานนั้น ถ้าไม่สนใจ ทำไมถึงไม่สนใจ การ Explore เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นความเป็นได้ ทำความเข้าใจกับทั้งงานตรงสาย งานไม่ตรงสาย งานในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ และต่างอุตสาหกรรม งานประจำ งาน freelance…

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลงในองค์กรกับทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory: How to manage organization change)

      เห็นชื่อหัวข้ออย่าเพิ่งตกใจว่าอ่านบล็อกหรือวิทยานิพนธ์อยู่กันแน่? (แต่ถ้าจะเอาจริงๆก็เชื่อว่าเป็นหัวข้อThesisได้เลย) และต้องออกตัวด้วยว่าโพสนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังของค่ายGTH ที่เพิ่งเข้าโรง… ^^” เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างที่ไปอบรมที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเจอกันทุกองค์กรไม่มากก็มากที่สุด :P ทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory) นี้ซึ่งคนสอนตั้งเองจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีบอกว่าโดยทั่วไปคนในองค์กรจะแบ่งออกเป็น5กลุ่มและมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อให้ง่ายในการอธิบาย ผมขอสมมติให้แกนXแทนตำแหน่งของมาตรฐานการทำงานของคน(ยิ่งขวายิ่งดี มาตรฐานสูง) และแกนYแทนจำนวนคน กลุ่มแรกคือคนในสีน้ำเงินทางขวาคือกลุ่มทีีบริษัทชอบมากเพราะมาตรฐานสูง เป็น role model ขององค์กร กลุ่มต่อมาก็ค่อยๆไล่กันลงมาจากเขียวด้านขวา(เกาะกลุ่มผู้นำ) แดง(คนส่วนใหญ่) เขียวซ้าย(มั่นใจว่าฉันไม่แย่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มน้ำเงินทางซ้ายอยู่) และน้ำเงินซ้ายที่ทุกคน(รวมถึงเจ้าตัว)ก็รู้ว่าตัวเองรั้งท้ายในองค์กร สมมติว่าองค์กรต้องการจะยกมาตรฐานในการทำงานของพนักงานขึ้น (เขยิบไปทางขวา) ถามว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ให้เวลาลองคิดดูซักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อ … ถามว่าทั้งองค์กรจะปรับตัวไปทางขวาพร้อมๆกัน และยังคงการกระจายตัวแบบปกติอยู่มั้ย? คำตอบคือ ไม่ การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเป็นลักษณะของหนอนกระดึ๊บ ยังไง?

  • The Learning Spiral: เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เส้นตรง

    You cannot absorb other people’s knowledge. You must create your own. – Klas Mellander ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาโต๊ะกลมหัวข้อ “LEARN OR LOSE in the age of digital disruption” ซึ่งจัดโดย ENPEO ร่วมกับ OMEGAWORLDCLASS โดย highlight อยู่ที่คุณ Klas Mellander co-founder และ Chief Designer ของบริษัท Celemi จากสวีเดน ซึ่งผมรู้จักผลงานผ่าน Business Simulation Board Game มาหลายปี ถือได้ว่าเป็นกูรูด้าน Learning Design คนหนึ่งของโลก ในการสัมมนามีการพูดถึงการเรียนรู้ในโลกยุค Digital Disruption ที่ในด้านหนึ่ง คนทำงานก็มีเวลาน้อยลงสำหรับการเรียนรู้แบบ Formal Learning…

  • 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

    ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. Context…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *