|

Compensation Package กับ แฟนคนอื่น

 

เคยมั้ยที่รู้สึกว่าคนอื่นดีกว่าแฟนเรา?…

คนนั้นก็น่ารัก (หล่อ) กว่า, เอาใจเก่งกว่า, หรือนิสัยดี อบอุ่นกว่าแฟนเรา…(แฟนรู้คงโมโห/งอนแย่ ^^”)

ผมเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าแฟนคนอื่นดีกว่าแฟนของเรา

ตอนที่ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่า ดีจังที่ไม่รู้สึกแบบนั้น…

วันนี้ระหว่างฟังบริษัทอธิบายเรื่องของ วิธีคิด compensation and benefit package เพื่อเทียบกับบริษัทอื่นเพลินๆก็นึกถึงเรื่องแฟนคนอื่นดีกว่าขึ้นมา

อาจเป็นเพราะได้ยินพนักงานบางคนถามว่าทำไมบริษัทไม่ให้เงินขึ้นเยอะเหมือนบริษัทนั้น ทำไมไม่มีสวัสดิการตัวนี้ ทำไม ทำไม ทำไม???

จนเผลอคิดว่าบริษัทเรามันใช้ไม่ได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?

แต่ถ้าเราเข้าใจว่าวิธีเทียบ total package หรือว่า เค้กทั้งก้อน กับการแบ่งเค้กของแต่บริษัทที่ต่างกัน

เช่น บางบริษัทอาจจะให้โบนัสหลายเดือน แต่ฐานเงินเดือนอาจจะไม่มาก หรือบางบริษัทอาจจะให้เงินเดือนสูง แต่ต้องอยู่ต่างจังหวัดไกลทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน ทำงานไม่มี OT ซึ่งหลายครั้งเราก็ไม่ทราบรายละเอียด หรือภาพรวมทั้งหมด เป็นต้น

เราก็จะเข้าใจภาพรวมมากขึ้น

ว่าการนำสิ่งเทียบแค่ส่วนใด ส่วนหนึ่งของบริษัทที่เราไปรู้ไปเห็นข้อมูลมานั้น ไม่ใช่วิธีเทียบที่ถูกต้อง เหมือนที่ฝรั่งบอกว่ามันไม่เป็น apple to apple

กลับมาที่เรื่องแฟนคนอื่น

แน่นอนกว่าแต่ละคนก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย

แต่การที่เราเทียบแฟนของเรา ซึ่งแน่นอนว่าเรารู้จักดี เห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย อย่างปรุโปร่ง

กับสาว (หรือหนุ่ม) ที่เราแค่เห็น หรือรู้จักว่า มีส่วนนั้น ส่วนนี้ดีกว่าแฟนเรานั้น เพราะเรายังไม่รู้จักเค้าดีพอนั้น

ผมว่ามันก็ไม่แฟร์กับแฟนเราเท่าไหร่นะครับ

หรือคุณคิดว่ายังไง?…

Similar Posts

  • 4 ทักษะที่ควรเรียนรู้เพื่อประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21

    ในโลกที่เทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว Half-life ของสิ่งที่เราเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยสั้นลงจนแทบจะใช้ไม่ได้เมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน ถามว่า ทักษะอะไรที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้? ถ้ามองสิ่งที่โรงเรียนสอน โดยเฉพาะในเมืองไทย เรายังเห็นว่าการศึกษาส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการ’ป้อน’ความรู้ หรือข้อมูล ที่ปัจจุบันหาได้เพียงไม่กี่ ‘คลิ๊ก’ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีโอกาสล้าสมัยได้เร็วที่สุด มากกว่าทักษะที่ช่วยในการพัฒนาเพื่อการทำงานต่อในอนาคต ผมอ่านเจอคำตอบเรื่องนี้จากส่วนหนึ่งของบทความ What Kids Need to Learn to Succeed in 2050 ซึ่งกล่าวถึง 4 ทักษะ (the four Cs) ซึ่งแนะนำโดย Partnership for 21st Century Learning, P21 ว่าคือ 1. Critical thinking

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลงในองค์กรกับทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory: How to manage organization change)

      เห็นชื่อหัวข้ออย่าเพิ่งตกใจว่าอ่านบล็อกหรือวิทยานิพนธ์อยู่กันแน่? (แต่ถ้าจะเอาจริงๆก็เชื่อว่าเป็นหัวข้อThesisได้เลย) และต้องออกตัวด้วยว่าโพสนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังของค่ายGTH ที่เพิ่งเข้าโรง… ^^” เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างที่ไปอบรมที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเจอกันทุกองค์กรไม่มากก็มากที่สุด :P ทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory) นี้ซึ่งคนสอนตั้งเองจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีบอกว่าโดยทั่วไปคนในองค์กรจะแบ่งออกเป็น5กลุ่มและมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อให้ง่ายในการอธิบาย ผมขอสมมติให้แกนXแทนตำแหน่งของมาตรฐานการทำงานของคน(ยิ่งขวายิ่งดี มาตรฐานสูง) และแกนYแทนจำนวนคน กลุ่มแรกคือคนในสีน้ำเงินทางขวาคือกลุ่มทีีบริษัทชอบมากเพราะมาตรฐานสูง เป็น role model ขององค์กร กลุ่มต่อมาก็ค่อยๆไล่กันลงมาจากเขียวด้านขวา(เกาะกลุ่มผู้นำ) แดง(คนส่วนใหญ่) เขียวซ้าย(มั่นใจว่าฉันไม่แย่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มน้ำเงินทางซ้ายอยู่) และน้ำเงินซ้ายที่ทุกคน(รวมถึงเจ้าตัว)ก็รู้ว่าตัวเองรั้งท้ายในองค์กร สมมติว่าองค์กรต้องการจะยกมาตรฐานในการทำงานของพนักงานขึ้น (เขยิบไปทางขวา) ถามว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ให้เวลาลองคิดดูซักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อ … ถามว่าทั้งองค์กรจะปรับตัวไปทางขวาพร้อมๆกัน และยังคงการกระจายตัวแบบปกติอยู่มั้ย? คำตอบคือ ไม่ การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเป็นลักษณะของหนอนกระดึ๊บ ยังไง?

  • |

    ไม่มีอารมณ์ทำงาน/ฟิตเกินนอนไม่หลับ ทำไงดี?

      ชีวิตทำงานทุกวันนี้มีอะไรที่ต้องทำมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำงานถูกวิธีแล้ว ทำยังไงมันก็จะไม่มีวันหมด (ฮา) แม้ว่าเราจะดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ออกกำลังกายให้แข็งแรงแล้ว แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยนึงที่มีผลกับการทำงาน นั่นคือ อารมณ์ของเรา…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2012

    ประเมินผลตัวเองปีนี้มาช้าไปนิด เพราะไปลันล้าอยู่สิงคโปร์ช่วงปีใหม่ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 ที่ได้หาเวลามาทบทวนดูชีวิตที่ผ่านมาในปีว่ามีไฮไลต์ หรือเรื่องอะไรต้องปรับปรุงต่อไปกันบ้าง (การประเมินตัวเองในปี 2011, 2010, 2009) โดยจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มประเมินตัวเองในปลายปี 2009 เพราะเห็นข่าวท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา แล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับผู้นำระดับประเทศ แต่สำหรับทุกคนที่อยากมีเวลามองกลับไปในรอบปีที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวสู่ปีใหม่ และผมแบ่งเป็นหมวดๆเช่นทุกปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ   สุขภาพร่างกาย (A-) 1pt up vs. Year Ago (YA) ปีนี้เป็นปีทองของการออกกำลังกาย แม้น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยจะขึ้นจากปลายปีที่แล้ว 2-3 กิโลกรัม แต่สามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอขึ้น และร่วมรายการวิ่ง mini marathon ได้ 4 รายการ และ half marathon ครั้งแรกในชีวิตในรายการกรุงเทพมาราธอน โดยทำเวลาได้ 2.27 hr. ซึ่งเป้าหมายตอนแรกคือแค่เข้าเส้นชัย  การนอนยังสวิงระหว่างวันทำงานและวันหยุดอยู่ ตลอดปีไม่มีการเจ็บหนักเข้าโรงพยาบาล Improvement Areas ลดปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม,…

  • โครงการ กระปุกความดี สู่วิถีชุมชน2 จ.พังงา‏

    ฝากประชาสัมพันธ์โครงการอาสาสมัครดีๆจากพี่นุ้งนิ้ง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆที่คิดเหมือนกัน แล้วก็ติดต่อ จัดโครงการเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอหาเงินสนับสนุนจากข้างนอก ผมได้มีโอกาสไปร่วมค่ายสร้างบ้านดินที่ระยองเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว แล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะเป็นกลุ่มเล็กๆที่มีจุดร่วมเหมือนกันในการอยากทำอะไรดีๆให้สังคมเท่าที่จะทำได้ และยังรู้สึกได้ถึงมิตรภาพ และความจริงใจของผู้จัดและเพื่อนๆที่ไป เมื่อพี่นุ้งนิ้งบอกว่าจะมีการจัดกิจกรรมดีๆอีกเลยอยากบอกให้เพื่อนๆได้ทราบด้วย ถ้าสนใจก็ติดต่อพี่นุ้งนิ้งได้ตามรายละเอียดด้านล่างนะครับ ชัช _________________________________________________________ โครงการ กระปุกความดี สู่วิถีชุมชน ๒

  • |

    Manager as Coach Workshop: คุณรู้จักการโค้ชรึปล่าว?

    “จากสเกล 0-100 คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหน?” คุณ Craig McKenzie ซึ่งเป็น Master coach และ facilitator ของ Workshop ได้โยนคำถามนี้ก่อนเริ่มการสอนแก่ผู้บริหารระดับสูงประมาณ 25 คน ให้มายืนเรียงกันตามลำดับความมั่นใจในการโค้ชของตัวเอง จากการกะด้วยสายตา ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นโค้ชที่ดีประมาณ 25-50% แต่หลังจากที่รู้ว่าการสั่ง การบอก การสอนลูกน้อง ไม่ถือว่าเป็นการโค้ช หลายคนถอยกราวลงมาเหลือไม่ถึง 25% คุณ Craig บอกว่าการโค้ชเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบของ การตั้งเป้าหมาย การเริ่มหรือเปลี่ยนการกระทำที่จะปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ทบทวนว่าพฤติกรรมที่เราเปลี่ยนส่งผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกอย่างไร ดูจากนิยาม ผมก็ไม่ได้แปลกใจหรือต่างจากที่คิดเท่าไหร่ ตลอด workshop 2 วัน ผมได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาผ่านกิจกรรม และแบบฝึกหัดต่างๆ รวมถึงเทคนิคการนำเสนอที่เข้าขั้นเทพมาก (ในฐานะที่เป็น Trainer เหมือนกัน) แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ใหม่จาก workshop นี้มีจริงๆอยู่ 2-3 เรื่อง คนที่เป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในรายละเอียดของปัญหา เพราะโค้ชไม่ใช่คนตอบคำถาม หรือรู้ทุกเรื่อง โค้ชมีหน้าที่ถามคำถาม ให้อีกฝ่ายได้คิด…

11 Comments

  1. อะแฮ่ม!
    ทำไมรู้สึกว่าแฟนคนอื่นแย่กว่าแฟนเราทั้งนั้นเลย โฮะๆๆๆ

  2. @แฟนคนเขียนบล็อค:รู้สึกอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ… ^__^

  3. ตอนนี้รู้สึกอยากเปลี่ยนแฟน เพราะคบกันนานๆมันไม่กระชุ่มกระชวย แต่ก้อเสียดายความดีของแฟนคนปัจจุบัน

    ปอลิง แฟนในที่นี้ไม่ใช่พี่ป้องนะ 555

  4. พี่ชัช เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษด้วยจิ
    นิเอาบทความเรื่อง cultures differences bewt asians and western ให้เพื่อนที่ฝรั่งเศสฟัง แล้วเขาอยากอ่านบทความพี่ชัชเป็นภาษาอังกฤษอ่า

    please…

  5. @นิจัง: มีบทความแนวนี้เป็นภาษาอังกฤษให้อ่านเยอะแยะอยู่แล้ว และเป็นความตั้งใจที่อยากเขียนเป็นภาษาไทยให้คนไทยอ่านมากกว่า… ^_^

  6. HAHAHA….. I guess it is better not to compare at the first place, either qualitative or quantitative way.

    I think that’s why they said “the right person for you” not “the best person for you”
    And yep, I think we should apply that to company too… if you wanna be happy, then find the “right company for you” not “the best company for you.”

    If you feel just right…. then it is right.
    If you don’t feel right… then just left.

    (อ่ะ เพื่อคนไทย โดยคนไทย… เพิ่มเวอร์ชั่นแปลไทยให้

    555… ผมว่าคงไม่เหมาะที่จะเปรียบเทียบตั้งแต่แรกแล้วมั้งคับ จะแง่ คุณภาพหรือปริมาณก็เหอะ

    เค้าถึงใช้คำว่า “คนที่ใช่” ไม่ใช่ “คนที่ดีที่สุด”
    ถ้ามองในแง่บริษัทที่ทำงาน ผมก็ยังเชื่อว่า “บริษัทที่ใช่” จะทำให้เรามีความสุขมากกว่า “บริษัทที่ดีที่สุด” นะคับ

    ก็ถ้ารู้สึกว่าใช่ก็คือใช่
    แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าใช่ ก็ “ซ้าย” โลด

    )

  7. @Dop: To not compare, that would be the ideal case. But if you’re like most of the guys, you might need some principles to guide you through… :P

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *