Career Ladder: เราฝากอนาคตไว้กับอะไร?

ในชีวิตของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ นอกเหนือจากความมั่นคงในบริษัท ที่จะไม่ล้มละลาย หรือไล่เราออกก่อนที่เราต้องการ

ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่หวังไว้ในการทำงาน

คงไม่มีใครอยากจะทำงานเดิม ความรับผิดชอบเหมือนเดิม โดยไม่มีความก้าวหน้าตลอดชีวิต

อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าตลอดชีวิตเลย แค่ให้ทำงานเดิม ซ้ำๆนานกว่าที่คาดหวัง หลายคนก็จะเริ่มกระสับกระส่าย หรือแม้กระทั่งมองหางานในที่ใหม่กันแล้ว

โดยเฉพาะ Gen Y เช่นผม (เนียนได้อีก :P ) และน้องๆ ที่ความก้าวหน้ามีความหมายมากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

หลายๆคนจะผูกความก้าวหน้าไว้กับการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆและสังคม

หรือแม้แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สาวๆ (หรือหนุ่ม) ใช้พิจารณาว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนนี้ได้หรือไม่เลย!

ในมุมขององค์กร

องค์กรใหญ่ๆระดับประเทศ หรือระดับโลก เค้ามีการคิดและพัฒนาเรื่องนี้มานาน

จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Career Path (แผนภูมิเส้นทางอาชีพ) และ Career Ladder (แผนภูมิบันไดอาชีพ) ขึ้นเพื่อให้รักษาพนักงานที่เก่งไว้เพื่อทำประโยชน์กับบริษัทให้ได้มากและนานที่สุด

ที่ผ่านมาผมก็มองว่า Win-Win ได้ด้วยกันทุกฝ่าย

บริษัทก็รักษาพนักงานที่ต้องการได้

พนักงานก็ได้เห็นและกำหนดอนาคตของตัวเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนา และงานที่ท้าทายในรูปแบบต่างๆ

ปัญหาคือ ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจรอบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ยากมากถึงมากที่สุด

ไหนจะเสถียรภาพของยูโร ไหนจะอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และอื่นๆอีกมากมาย ยังไม่นับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ

ซึ่งแน่นอนที่สุด

ธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ รัดเข็มขัด  ปรับขนาดองค์กร หรือ ลดจำนวนพนักงาน

เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน…

ผมถึงมองว่าการฝากอนาคตไว้กับ Career Path หรือ Career Ladder ที่บริษัทวางไว้เพียงอย่างเดียว เป็นการชะล่าใจจนเกินไป

ผมถูกสอนมาเสมอว่าอย่าฝากอนาคตของเราไว้กับใคร ไม่มีใครสนใจอนาคตของเรา ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือเรื่องส่วนตัวต่างๆ เท่าเราอีกแล้ว

การที่เราทำงานดี แล้วคิด(เอาเอง) ว่าหัวหน้าจะเห็นและได้ก้าวหน้า เติบโตไปขึ้นกับบันไดของบริษัทจึงเป็นสิ่งที่หลายคนพลาดไป

เพราะมีอีกหลายปัจจัยที่เรา หรือแม้แต่หัวหน้าควบคุมไม่ได้ เช่น ปัญหาการเมือง หรือเศรษฐกิจของประเทศ หรือภูมิภาค

ไม่นานมานี้ ผมสังเกตว่าน้องๆที่ผมรู้จักหลายคน โดยเฉพาะน้องๆที่เก่งๆเพิ่งจบ และไฟแรงมากๆ จะมองว่าต้องรีบโตหรือโปรโมตเร็วๆ ถึงจะแปลว่าประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน

ซึ่งอาจทำให้พลาดภาพใหญ่ของ Career ในระยะยาวได้

ผมได้อ่านสุนทรพจน์ของ Sheryl Sandberg, COO ของ Facebook ในการรับปริญญาของนักศึกษา Harvard Business School (บทพูดทั้งหมดของสุนทรพจน์นี้) แล้วมีส่วนหนึ่งที่เธอได้พูดถึงเรื่อง Career Ladder ไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

Lori has a great metaphor for careers. She says they’re not a ladder; they’re a jungle gym. As you start your post-HBS career, look for opportunities, look for growth, look for impact, look for mission. Move sideways, move down, move on, move off. Build your skills, not your resume. Evaluate what you can do, not the title they’re going to give you. Do real work. Take a sales quota, a line role, an ops job, don’t plan too much, and don’t expect a direct climb. If I had mapped out my career when I was sitting where you are, I would have missed my career.

You are entering a different business world than I entered. Mine was just starting to get connected. Yours is hyper-connected. Mine was competitive. Yours is way more competitive. Mine moved quickly, yours moves even more quickly. As traditional structures are breaking down, leadership has to evolve as well. From hierarchy to shared responsibility, from command and control to listening and guiding. You’ve been trained by this great institution not just to be part of these trends but to lead. As you lead in this new world, you will not be able to rely on who you are or the degree you hold.

You’ll have to rely on what you know. Your strength will not come from your place on some org chart, your strength will come from building trust and earning respect. You’re going to need talent, skill, and imagination and vision, but more than anything else, you’re going to need the ability to communicate authentically, to speak so that you inspire the people around you and to listen so that you continue to learn each and every day on the job.

 

*ผมขีดเส้นใต้ส่วนที่คิดว่าน่าสนใจเอง สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านเยอะ

สิ่งที่ Sheryl บอกคืออย่ามองความก้าวหน้าในอาชีพการงานเป็นเหมือนการไต่บันได ที่ต้องขึ้นอย่างเดียว

ในความจริง เราอาจต้องขยับไปข้างๆบ้าง ลงบ้าง เปลี่ยนบันไดบ้าง พักบ้าง

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือได้พัฒนาทักษะ และได้ทำงานจริงๆมากกว่า หางานที่ตำแหน่งเท่ๆ งานสบายๆ แต่ไม่ได้ทำ หรือ เรียนรู้อะไร

ซึ่งผมก็เชื่อว่าวิธีนี้จะดีกว่าและก้าวได้ไกลกว่าในระยะยาว

นอกเหนือจากนี้ ผมมีเคล็ดลับที่ผมเชื่อและใช้กับตัวเองเพื่อช่วยสร้าง Career มาฝาก 2-3 ข้อ

  1. หาว่าตัวเองชอบทำอะไร ผมเชื่อว่าถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ โอกาสที่จะพัฒนา และเก่งมีน้อยกว่าคนที่ชอบ ต่อให้ทำจนเก่งได้ ก็คงไม่มีความสุขเท่ากับทำในสิ่งที่ชอบ
  2. เปิดใจเรียนรู้ / ทำ สิ่งใหม่ อย่ายึดติดว่าเพราะฉันจบอะไรมา ฉันต้องทำงานเกี่ยวกับเรื่องนั้นตลอดชีวิต หรือปฏิเสธงานที่ไม่เคยมีประสบการณ์ เพราะไม่รู้ หรือกลัว งานส่วนใหญ่ในอนาคต จะยังไม่มีสอนในปัจจุบันหรอก เพราะฉะนั้น ใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ในการหาข้อมูล และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  3. สร้าง Network ที่มีคุณภาพ งานดีๆที่ผมเห็น(โดยเฉพาะระดับผู้บริหารขึ้นไป) จะผ่านมาจากคนที่รู้จักแนะนำกันมากกว่าเห็นในหนังสือพิมพ์  แน่นอนกว่าคุณก็ต้องทำงานดี มีผลงาน การที่มี Network ที่มีคุณภาพและกว้างพอจะช่วยส่งต่อภาพนี้ไปยังคนที่ต้องการเราเท่านั้น (คนละอย่างกับเด็กเส้น เด็กฝากที่ไม่มีความสามารถนะครับ)

อย่าลืมว่าชีวิตการทำงานไม่ใช่แค่ 5 ปี 10 ปี แต่เป็น 30-40 ปี หรือยาวกว่านั้น

การมีมุมมองที่กว้าง และวางแผนได้ดีกว่าจะช่วยให้เราสำเร็จได้อย่างยั่งยืนกว่าในอนาคต

แล้วคุณล่ะ มีมุมมองเรื่องของ Career Path กับ Career Ladder กันอย่างไรบ้าง มาแบ่งปันกันได้นะครับ… :)
________________________________________________________________________________
ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2010

    ปี2010ผ่านไปสองสัปดาห์เพิ่งได้มีโอกาสนั่งทบทวนผลงานตัวเองหลังจากที่ได้เริ่มประเมินตัวเองในด้านต่างๆครั้งแรกปีที่แล้ว ผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) 2 points down vs. Year Ago (YA) ปีนี้เป็นปีแรกที่ตัวเองป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล (4วัน) จากไข้หวัดที่เชื้อแรง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม เริ่มรู้สึกว่าลดน้ำหนักที่เพิ่มจากงานเลี้ยงหรือกลับจากไปเที่ยวได้ยากขึ้น (เริ่มแก่แล้วสินะ – -“) การวิ่งออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอเท่าปี2009 แต่ยังฟิตร่างกายพอที่จะวิ่งมินิมาราธอน(10 ก.ม.)ที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อได้จนถึงเส้นชัย การนอนไม่เพียงพอเป็นปัญหามากขึ้น วันทำงานนอนเฉลี่ยที่ 5 ชั่วโมง

  • วิธีตอบให้ตรงคำถาม

      การตอบคำถามเป็นอีกทักษะหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปเหมือนกับการฟัง คิดว่าใครๆก็ตอบคำถามได้ ฟังได้ดี โดยไม่ต้องฝึกฝน ซึ่งจริงๆแล้ว การทำได้ กับ ทำเป็น นั้นต่างกันมาก จากที่ได้สังเกตคนรอบๆตัวพบว่า การตอบคำถามให้ตรงประเด็น หรือ ตรงกับสิ่งที่ถูกถาม นั้นเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคน ทั้งๆที่ก็ฟังดูไม่น่ายาก เพียงแค่ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น แต่หลายครั้งที่ผมเจอก็มีตั้งแต่ตอบอ้อมไปอ้อมมา ตอบหว่านแห ครอบจักรวาล (สงสัยใช้ตอนสอบบ่อย) หรือแม้กระทั่งตอบได้ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ถามไปเลย ซึ่งการตอบได้ตรงคำถามนั้น จะช่วยได้ตั้งแต่การสนทนากับคนอื่น ไปจนถึงเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็น การสอบสัมภาษณ์ การประชุม การนำเสนองาน การตอบคำถามที่กระชับ และตรงประเด็น จะช่วยให้เราโดนเด่นจากคนอื่นได้ไม่ยาก วิธีการตอบให้ตรงคำถามมีหลักอยู่ง่ายๆ 4 ข้อ คือ 1.ฟัง ข้อนี้สำคัญมาก ฟังคำถามให้เข้าใจก่อน อย่าไปคิดแทนคนถาม บางคนฟังคำถามไม่จบ

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

  • การให้เกียรติผู้อื่นในที่ประชุม

      Observation เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็มีการประชุมเพื่อวางแผนเป้าหมายสำหรับปีหน้า ซึ่งคนที่เข้าประชุมแต่ละคนก็ไม่ใช่ระดับเล็กๆกันแล้ว ต่างคนก็มีความรับผิดชอบในงานที่ตัวเองดูแลอยู่ไม่ใช่น้อย… ก่อนการประชุมก็จบลงให้ตอนเย็น ก็มีการเปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมวันนี้ว่ามีอะไรที่ดี และอะไรที่ควรนำไปปรับปรุง… สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ การให้เกียรติผู้อื่นในที่ประชุม… หลายครั้งที่หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ไม่ได้ตั้งใจฟังขณะที่คนอื่นกำลังพูด เท่านั้นยังไม่พอ ยังเปิด notebook ทำงานของตัวเองไปด้วย ซึ่งก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะแต่ละคนก็มีงานเข้าอยู่ทั้งวัน… แต่… ก็เหมือนกับความเคยชินที่ทุกคนจะทำงานอื่น หรือ ไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้พูดจะพูดขณะประชุม Reflection กลับมานั่งคิดๆดูถ้าเป็นตัวเราเองก็คงรู้สึกไม่ดีถ้าสิ่งที่เราใช้เวลาเตรียมมานำเสนอ แต่กลับไม่มีคนสนใจฟัง หรือ ฟังแค่บางคนที่เกี่ยวกับเรื่องที่พูดเท่านั้น ตั้งใจว่าจากนี้ไปจะไม่เอาnotebook เข้าไปในห้องประชุม และจะตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดเพื่อเป็นการให้เกียรติในสิ่งที่เค้าจะพูด หรือนำเสนอในที่ประชุม ถ้าต่อไปเห็นผมไม่ตั้งใจฟังเรื่องที่คุณพูด ก็ช่วยสะกิดผมแรงๆให้รู้ตัว จะเป็นพระคุณอย่างสูง… :)

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2022

    ผมรู้สึกว่าปี 2022 เป็นปีที่ผ่านไปเร็วกว่าปีก่อนๆ เป็นปีที่ใช้เวลากับการทำงานเยอะที่สุด ใช้เวลาอยู่ และทำงานจากที่บ้านเยอะเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญยังรอดจาก COVID มาจนถึงซีซั่นนี้ทั้งครอบครัวโดยยังการ์ดสูงระวังอยู่เสมอ สำหรับ Theme ในปีนี้ผมยกให้เป็นเรื่อง Mental Wellness จากปริมาณงานที่สูงเต็มคาราเบลตลอดทั้งปี มีโอกาส burnout ไปหลายรอบ ทำให้ต้องระวังรักษาทั้งสุขภาพกาย และใจไม่ให้ตกตลอดทั้งปี รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2022 เป็นรูปที่สะท้อนการเริ่มมีกิจกรรมแบบ on-site มากขึ้น บางงานยังคงรูปแบบ online บางงานเป็น hybrid ลูกผสม ป้าย Like นอกจากเป็นตัวแทนของ hybrid แล้วยังสะท้อนว่าเป็นอีกปีที่ผม Like อีกด้วย สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) flat vs Year Ago (YA) สุขภาพปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีน่าพอใจ รักษาน้ำหนักตัวได้ดีตลอดปี มีขึ้นบ้างเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่สามารถเอาลงมาได้ภายใน 2 อาทิตย์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *