[Note] ความท้าทายของงาน HR ในปี 2012 โดย อ. ประสิทธิ์ องอาจตระกูล

 

วันนี้ผมได้มีโอกาสมาฟังสัมนาเรื่อง ความท้าทายของงาน HR ในปี 2012 จัดโดย มหาวิทยาลัยศรีปทุม บรรยายโดย คุณประสิทธิ์ องอาจตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล ธนาคารกสิกรไทย

ผมรู้จักพี่ประสิทธิ์หรือพี่ฮิม และงานสัมนาครั้งนี้ผ่าน Facebook จึงถือว่า Social Network ก็ได้ช่วยทำหน้าที่ของมันในการช่วยขยายเครือข่ายและโอกาสดีๆอีกครั้งหนึ่ง

ในการบรรยายครั้งนี้พี่ฮิม ปล่อยของแบบไม่อั้น ยิงมุขกระจาย ความรู้เพียบ  ผมจึงของสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจบางส่วนมาแบ่งปันกันครับ

 

ความท้าทายบนโลกใบนี้

ในโลกกลมๆใบนี้ ความท้าทายในปัจจุบันประกอบด้วย เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดโลกาภิวัฒน์ เพราะการเชื่อมต่อของการสื่อสารต่างๆ, บูรพาภิวัตน์ ที่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนตื่น, ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นถี่และคาดเดาได้ยากขึ้น, แนวโน้มการใส่ใจสิ่งแวดล้อมการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน จากน้ำมันที่กำลังจะหมด, ประชาธิปไตยเบ่งบาน ในประเทศต่างๆ เพราะการสื่อสารบนโลกออนไลน์, สังคมของผู้สูงอายุ ที่โครงสร้างของประชากรจะเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น, และ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่

Competitive Advantage

Size > Speed > Knowledge > Wisdom

สมัยก่อนเน้นที่ขนาด ยิ่งใหญ่ที่ดี ต่อมา สิ่งเร็วจริงดี ต่อมา เป้นยุคของ ความรู้ และ ปัญญา

สองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร?

Knowledge – รู้ว่าจะทำสิ่งนั้นได้อย่างไร

Wisdom – รู้ว่าจะทำสิ่งไหน

 

วิวัฒนาการด้าน HR

การบริหารงานบุคคล (Personal Administration)  เน้นกฏระเบียบ วิธีการปฏิบัติด้านบุคคล

การจัดการงานบุคคล (Personnel Management) เน้นการมีส่วนร่วมในการจัดการกำลังคนในองค์กร

การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human resource Management) เน้นการมองบุคคลเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการบริหารองค์กร

การบริหารทุนมนุษย์ (Human Capital Management) เน้นศักยภาพของ HR ที่สร้างมูลค่าต่อองค์กร

 

ความท้าทายของงาน HR ในปี 2012

1.ความแตกต่างหลากหลายของพนักงาน

  • ความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ เพศ เชืื้อชาติ ศาสนา การศึกษา อาชีพ รายได้
  • การบริหาร Generation ไม่ใช่เอา Gen Y เป้นที่ตั้ง แล้วให้ Gen อื่นปรับตาม แต่คือการบริหารให้คนทุกช่วงอายุอยู่ร่วมกันได้
  • AEC ทำให้เราต้องใส่ใจ และเข้าใจความต่างทางด้านภาษาซึ่งไม่ได้มีแค่ภาษาอังกฤษ และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเราอีกด้วย

 

บทบาทของ HR ในการบริหารความแตกต่าง

  • สร้างมูลค่า คุณค่า จากความแตกต่างหลากหลาย
  • ทำความเข้าใจเอกสักษณ์ของพนักงานแต่ละกลุ่ม
  • สื่อสารให้พนักงาน รู้, เข้าใจ, ยอมรับ, ปฏิบัติ
  • ปรับระบบ HR ให้สอดคล้องกลับพนักงานแต่ละกลุ่ม

หลักการบริหารความแตกต่าง

อย่าบริหารอย่าง “น้ำปั่น” แต่ให้บริหารแบบ “ฟรุ้ตสลัด”

คือ คงความเป็นเอกลักษณ์ของเค้าไว้ ให้อยู่ด้วยกันได้โดยไม่เสียตัวตน

2.สงครามแย่งชิงคนเก่ง

3.ปัญหาการลาออกของพนักงาน

4.การบริหารต้นทุนด้านบุคคล

5.การสร้างวัฒนธรรมองค์กร

6.การสร้าง HR Brand

7.การสร้าง HR มืออาชีพ

คุณสมบัติของนัก HR มืออาชีพ

  • มีความคิดเชิงกลยุทธ์ และเชิงธุรกิจ (Strategic partner)
  • ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)
  • มีองค์ความรู้ด้าน HR ระดับมืออาชีพ (ไม่ใช่เฉพาะด้านใด ด้านหนึ่งของงาน)
  • พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
  • มี Network มาก
  • นักสื่อสารการตลาดชั้นยอด
  • บุคลิกภาพดี
  • การตอบโจทย์ธุรกิจ

หัวใจของการสร้างความผูกพัน (Employee Engagement)

ไม่ใช่ทำอย่างไรให้พนักงานรัก และผูกพัน กับองค์กร

แต่ทำให้องค์กรเป็นที่รักของพนักงาน

ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ไม่ได้สรุป เพราะเวลาจำกัด แต่เนื้อหาเยอะมาก ฟังไป ขำไป คิดไป อย่างไรก็ขอขอบคุณพี่ฮิมที่แบ่งปันความรู้ดีๆวันนี้ครับ

 

“HR สร้างคน คนสร้างองค์กร องค์กรสร้างชาติ เพื่อชาติอันเป็นที่รักของเรา” – อ.ประสิทธิ์ องอาจตระกูล

 

                  เยี่ยมจนต้องขอ Like!

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    Compensation Package กับ แฟนคนอื่น

      เคยมั้ยที่รู้สึกว่าคนอื่นดีกว่าแฟนเรา?… คนนั้นก็น่ารัก (หล่อ) กว่า, เอาใจเก่งกว่า, หรือนิสัยดี อบอุ่นกว่าแฟนเรา…(แฟนรู้คงโมโห/งอนแย่ ^^”) ผมเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าแฟนคนอื่นดีกว่าแฟนของเรา ตอนที่ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่า ดีจังที่ไม่รู้สึกแบบนั้น… … วันนี้ระหว่างฟังบริษัทอธิบายเรื่องของ วิธีคิด compensation and benefit package เพื่อเทียบกับบริษัทอื่นเพลินๆก็นึกถึงเรื่องแฟนคนอื่นดีกว่าขึ้นมา

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • Write the Future

    เมื่อวานได้ดูโฆษณาตัวใหม่ของ Nike ซึ่งออกรับฤดูกาลฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า รู้สึกว่า…โดน!! โดนในแง่ที่ทำให้คำสอนที่เราเคยได้ยินกันอย่างชินหู 4-5 เรื่อง เห็นเป็นภาพเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนภายในเวลา 3 นาที วินาทีนี้เป็นวินาทีที่มีึค่าที่สุดในชีวิต คุณจะใช้มันอย่างไร หลักของเหตุและผล (หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น) ความหวัง – หากขาดความหวัง ชีวิตก็ไม่มีความหมาย อยู่ไปวันๆ เป็นเลิศในสิ่งที่ทำ เราเป็นเจ้าของชีวิตของเรา จงเขียนอนาคตของตัวเอง ใครว่าโฆษณาจะมีแต่จะขายของ ทำให้เราโลภ… ว่าแต่ใครอยากได้รองเท้าฟุตบอลใหม่บ้างครับ? :P

  • นิทานเรื่อง กบฟุ้งซ่าน…ข้างกำแพงวัด

    หลายครั้งที่เคยนึกอิจฉาคนอื่น… อยากเป็นอย่างนั้น อยากได้อย่างนี้เหมือนคนอื่น… วันนี้อ่านเจอนิทานเรื่อง กบฟุ้งซ่าน…ข้างกำแพงวัด ในหนังสือพิมพ์ซึ่งเค้าก็บอกว่าเอามาจาก fwd mail อีกที – -” จริงๆก็รู้สึกคุ้นๆว่าเคยอ่านที่ไหนมาแล้ว แต่ก็ขอเอามาลงไว้ใน blog ตัวเองเผื่อ วันไหนฟุ้งซ่านแบบเจ้ากบตัวนี้จะได้มาอ่านเตือนสติตัวเองดู… กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกเดินบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า… กบ มันนึกอยู่ในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน… เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่าง เอร็ดอร่อย… ตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะ สบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้สบายกว่าเยอะเลย… เมื่อเด็กวัดกินเสร็จก็โกยเศษอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัดทุกคนก็ไปช่วยกันล้างจาน… ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัด สบายกว่า… พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัดคอยเห่าคนแปลกหน้า… ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินเศษอาหารต่อจากหมาวัด… ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ (อีกแล้ว) อยากเกิดเป็นแมลงวัน เพราะสบายที่สุดไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย… ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้น พอดีหันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆ จึงให้ลิ้นตวัดเอาแมลงวัน เข้าปากตัวเองกินโดยสัญชาตญาณ… ถึงตอนนี้…

  • |

    จะวัดผล/ตรวจสอบ/ประเมิน ไปเพื่อ?

    ในโลกของการแข่งขัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลี่ยงการให้คะแนน(Rating)/ตรวจสอบ(Audit)/และการประเมิน(Evaluation)จากชีวิตการทำงาน (และส่วนตัว)ไปได้ บ้างก็มีการประกาศชัดเจน ถึงเกณฑ์วัด ช่วงเวลา และผลที่ต้องการเพื่อให้เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ หรือจะเพื่อให้เตรียมผักชีให้พร้อมก็แล้วแต่ บ้างก็เป็นไปตามธรรมชาิติของมนุษย์ผู้ซึ่งเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลาในทุกเรื่องที่จะเทียบได้ในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ความรวย ความเก่ง และอื่นอีกมากมายที่สรรหามาเทียบ ก่อนที่นอกเรื่องไปไกลกว่านี้ ขอย้อนกลับมานิดนึง ว่าเรามีการวัดผล ตรวจสอบ ประเมิน กันมากมายไปเพื่ออะไร หลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้หรือเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ทำไปต้องต้องทำ (doing for the sake of doing)? ที่ผมเคยถามๆคนรอบตัวมา มีตั้งแต่ ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของผลงานเรา, หัวหน้าสั่ง, ทำเพราะให้มั่นใจว่าระบบของเราดี ได้มาตรฐาน, เป็นกฏหมาย/ระเบียบบริษัทที่ต้องทำ,… แล้วคุณล่ะ คิดว่าเราทำไปเพื่ออะไร?

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *