หางานยังไงให้มีโอกาสได้งานมากขึ้น

ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี มีจำนวนงานน้อยกว่าคนหางาน ก็เป็นธรรมดาที่คนหางานจะต้องเหนื่อยหน่อย เพราะคู่แข่งเยอะ

โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ เดือนสองเดือนแรกโดนปฏิเสธ ยังทำตัวชิวบอกเพื่อนขอทำตัว Slow Life บ้าง เรียนเหนื่อยมานาน

3 เดือนผ่านไป 6 เดือนผ่านไป หากยังไร้วี่แววจะได้งานคงมีใจแป๊ว เสียselfกันบ้างล่ะ

ถ้าลองถามคนที่หางานว่าไอ้ที่หาไม่ได้นี่หากันยังไง?

คำตอบส่วนใหญ่จะเริ่มจาก… 

หาตำแหน่งว่างจากแหล่งต่างๆ จาก web หางานบ้าง หนังสือพิมพ์หางานบ้าง 

แล้วก็ส่ง resume หว่านไปตามบริษัทต่างๆที่มีตำแหน่งที่สนใจ

ถามต่อ แล้วถ้ายังไม่มีสัญญาณตอบรับจากบริษัทล่ะ?

หลายคนเริ่มจะมองรอบตัว ไปงาน networking บ้าง ไม่ก็บอกเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักว่ากำลังหางานอยู่ ช่วยแนะนำหน่อยบ้าง

สุดท้ายก็ได้ผลอย่างที่เห็นเนี่ย…

รู้สึกคุ้นๆมั้ยครับ?

ผมนี่คุ้นมากเพราะเคยเป็นมาก่อน

ก่อนจะมาเข้าใจทีหลังว่าวิธีหางานของเรา กับวิธีคิดของคนที่จะหาคนมาทำงานนี่มันไม่เหมือนกันอย่างนี้นี่เอง

เพื่อให้เห็นภาพ ลองเปลี่ยนฝั่งสมมติว่าตัวเองเป็นนายจ้าง เจ้าของบริษัท หรือหัวหน้างานที่กำลังหาพนักงานดูบ้าง

ถ้ามีตำแหน่งว่างและต้องการคน สิ่งแรกที่จะนึกถึงคืออะไร? 

คนในองค์กร มีคนที่เหมาะสมมั้ย?

ถ้าไม่มี มีใครที่รู้จักและเหมาะสมมั้ย?

ถ้าไม่มีอีก ก็จะเริ่มมองกว้างขึ้น ว่ามีใครที่คนที่รู้จักแนะนำว่าเหมาะสมมั้ย?

ถ้าสุดท้ายไม่มี ถึงจะเปิดรับสมัครงาน จะช่องทางไหนก็ว่าไป

สังเกตเห็นอะไรมั้ยครับ?

ลำดับของสิ่งที่คนหางานส่วนใหญ่ทำ เป็นสิ่งลำดับที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายจ้างจำนวนไม่น้อยใช้ในการหาคนมาทำงาน

ดังนั้นถ้าเราอยากเพิ่มโอกาสการหางานของเรา

แทนที่จะเน้นส่ง resume แบบหว่านไปทั่ว

ลองเปลี่ยนมาเป็นหาเพื่อน หรือทำความรู้จักกับคนในบริษัทที่เราสนใจ แล้วช่วยแนะนำงาน หรือแนะนำเรา (ถ้ามั่นใจว่ามีดีพอให้เขาแนะนำ) 

ดีกว่านั้น แนะนำเราให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจ

หรือดีที่สุด ถ้าเรารู้จักคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือจ้างงาน ก่อนที่งานนั้นจะเปิด

บางคนอาจจะสงสัยว่า นี่มันเล่นเส้น อาศัย connection นี่หว่า  เก่งจริงก็มาสมัครส่งใบสมัครแบบปกติสิ

ในชีวิตการทำงานผมบอกได้เลยว่าการได้งานเพราะรู้จัก หรือแนะนำกันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะตำแหน่งสูงๆ 

งานดีๆไม่มีประกาศในหนังสือพิมพ์ หรือลงใน website หรอก!

ถ้ามีส่วนใหญ่ก็ลงเป็นพิธี แต่ได้คนที่ต้องการแล้ว

ลองมองในมุมมองของนายจ้าง แล้วเราจะเข้าใจมากขึ้น

ถ้าเลือกได้ ก็อยากเลือกคนที่รู้จัก เห็นผลงาน หรือมีคนแนะนำที่เชื่อถือได้ เพื่อลดความเสี่ยง

การเปิดรับทั่วไปผ่านการคัดใบสมัคร resume ใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จักเป็นร้อย และต้องสัมภาษณ์อีกเป็นสิบ เพื่อตำแหน่งเดียว

เป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มอย่างยิ่ง แต่ต้องทำถ้าเลี่ยงไม่ได้

แถมไม่ได้รับประกันเลยว่าคนที่ได้มาจะดีกว่าคนที่รู้จัก และรู้ฝีมือ หรือมีคนที่รู้จักที่เชื่อถือแนะนำมา

 

สรุปสั้นๆ ถ้าอยากเพิ่มโอกาสในการหางานให้ตัวเอง

  1. หาทางทำความรู้จักกับคนในองค์กรที่เอาอยากทำงานด้วย
  2. ถ้าให้คนในองค์กรแนะนำเราได้จะเยี่ยมมาก
  3. พัฒนาตัวเองให้เก่ง และมีคุณค่า คนจะได้กล้าแนะนำเรา เพราะการแนะนำเหมือนเอาความน่าเชื่อถือของเขาแขวนไว้กับเรา ถ้าเราทำให้ผิดหวังก็คงไม่มีครั้งต่อไป
  4. อย่าลืมส่ง resume ไปสมัครงานตามปกติด้วย (ฮา)

ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันด้วยนะครับ
________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ผู้นำกับกัปตันเรือ

    คุณคิดว่า ผู้นำที่ดีในทีมควรเป็นอย่างไร? วันนี้ผมมีโอกาสได้คุยกับหัวหน้าเรื่องนี้ หัวหน้าตอบได้ประทับใจมากเลยขอเก็บมาเล่าแบ่งปันต่อนะครับ หัวหน้าบอกว่า ผู้นำที่ดีในทีมควรเป็นเหมือน กัปตันเรือ กัปตัน เป็นคนกำหนด และตัดสินใจว่าจะพาเรือไปในทิศทางไหน คนในเรือเห็นอะไร หรือได้ข้อมูลอะไรที่คิดว่ากัปตันไม่เห็น หรืออาจทำให้ตัดสินใจผิด ก็ที่หน้าที่บอก แต่สุดท้าย กัปตันต้องเป็นคนตัดสินใจ ถ้ามีปัญหา เรื่อรั่ว เจอพายุ หรือพาหลงทาง กัปตันควรรีบยอมรับว่าตัดสินใจผิด แล้วทุกคนในเรือรวมทั้งกัปตันต้องช่วยกันอุด และประคองเรือไปให้รอดฝั่ง ปัญหาที่เจอส่วนใหญ่ คือ กัปตัน ไม่ยอมตัดสินใจ เพราะกลัวตัดสินใจผิด พอเจอพายุหรือหินโสโครกก็โทษลูกเรือว่าไม่บอก หรือทำหน้าที่ตัวเองไม่ดี หรือในอีกกรณีคือ ลูกเรือบอกข้อมูลกัปตัน แต่กัปตันไม่ฟัง แต่มั่นใจว่าตัวเองถูกแน่ๆ เลยตัดสินใจแทน ซึ่งแม้เรื่องที่ตัดสินใจจะถูกจริงๆ ทำให้เรือถึงฝั่ง แต่ก็ไม่ถูก เพราะการตัดสินใจสุดท้ายจริงๆต้องเป็นกัปตันเสมอ  แน่นอน กัปตันต้องรับผิดชอบ ถ้าสุดท้ายกัปตันตัดสินใจผิดทำให้เรือล่ม แม้จะมีข้อมูลที่ถูกต้องจากลูกเรือ จะมาโยนความผิดให้ลูกเรือไม่ได้ทุกกรณี ลองมองกลับไปดูว่าตอนนี้ผู้นำในทีมของคุณเป็นกัปตันแบบไหน? หรือว่าคุณเป็นกัปตันเอง คุณกำลังนำเรือไปทางไหน? ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋ง ๆ คำถามโดน…

  • ถ้าคิดว่าแน่ อย่านับแพ้เด็กป.4

    มีแบบฝึกหัดง่าย ๆ มาให้ลองเล่นกันคลายเครียดกัน ลองดูคลิปข้างล่างนี้ และนับจำนวนที่คนในเสื้อสีขาวส่งต่อลูกบอลให้เพื่อน ว่ามีทั้งหมดกี่ครั้ง? ถ้าคิดว่าง่าย ลองนับให้ถูกต้องแต่ครั้งแรกนะครับ [youtube id=”IGQmdoK_ZfY”]

  • |

    ประชุมให้ได้งาน: Working Meeting

    การประชุม กับ การทำงาน มักจะเป็นเรื่องที่หนีกันไม่พ้น เมื่อเราต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกับการประชุม คำถามคือ จะประชุมอย่างไรให้ได้งาน เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับหลักทั่วๆไปเกี่ยวกับการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การมีวาระการประชุม ควบคุมให้อยู่ในประเด็น หรือ จดบันทึกการประชุม เป็นต้น วันนี้หัวหน้าแนะนำทีม (เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้) ว่าให้ประชุมแบบ working meeting working meeting นี้เป็นยังไง? working meeting คือ การใช้ประชุมเป็นตัวขับเคลื่อนให้ได้งาน 

  • Exit Interview โอกาสสุดท้ายที่หลายองค์กรพลาด

    เมื่อพนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออก นอกจาก HR กับหัวหน้างานจะวุ่นกับการหาคนมาแทน (ถ้ายังไม่ได้เตรียมแผนไว้) อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรใหญ่ๆมักจะทำคือการทำ Exit Interview หรือสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะไป ซึ่งมักจะทำช่วงสุดท้ายที่พนักงานมาทำงานเพื่อให้พนักงานสบายใจถ้าต้องกล่าวถึงบุคคลอื่นในองค์กร ในฐานะที่มีโอกาสทำ Exit Interview ผมมองเห็นสิ่งที่หลายองค์กร รวมถึงคนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น HR พลาดที่จะใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรเพราะเรื่องต่อไปนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พูดหรือระบาย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะมีการคุยกับพนักงานก่อนจากกัน บางทีอาจมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว ส่งให้พนักงานกรอก คำถามก็ประมาณ ทำไมถึงออก ออกแล้วไปไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าพนักงานคงไม่กรอกอะไรมาก นอกจากจะอัดอั้นจนทนไหวแล้วจริง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการไม่เปิดโอกาสให้พูด คือ พนักงานก็จะหาช่องทางพูด หรือระบายอยู่ดี อาจจะผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือ Social Network ต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อขวัญและกำลังใจของทีมมาก เพราะองค์กรจะไม่มีโอกาสอธิบายว่า สิ่งที่พนักงานระบายกันเองนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน

  • หมดไฟ ไม่รู้เป็นอะไร…

    © Tetra Images/Corbis “เบื่อโว้ยยยย…” “ไม่ไหวแล้วววว ทำงานจนเลิกกับแฟน แล้วก็ไม่มีเวลาไปหาใหม่เลย T_T” “อยากทำอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ขี้เกียจ” นี่เป็นตัวอย่างที่ผมเคยเห็นผ่านตา หรือได้ยินคนรู้จักบ่นลอยๆ ใน Social Network ต่างๆ ผมเชื่อว่า เรื่องเหล่านี้หลายคนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ และเริ่มเคยชินกับความเครียด ความท้อ จนหลายคนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจนเจ้าตัวเองก็ไม่ทันสังเกต แน่นอนว่าตลอดช่วงชีวิตในการทำงาน เราย่อมมีโอกาสที่จะสัมผัสทั้งความสนุก ความเครียด ท้อ หรือ หมดไฟกันบ้าง แต่ที่สำคัญคือรู้ว่าตอนนี้เราอาการน่าเป็นห่วงแล้วหรือยัง วันก่อนผมไปอ่านบทความเรื่องวงจรของการ Burnout (ผมแปลเองว่าหมดไฟ) ของคุณ Herbert Freudenberger ซึ่งแบ่งออกเป็น 12 ระยะ อาจจะเกิดพร้อมกันหรือข้ามบางระยะไปเลยก็ได้ ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจสำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในเมืองและมีความเครียดสูง ไว้ใช้สังเกตตัวเองหรือคนรอบตัวได้นะครับ ลักษณะของคนที่จะเข้าข่ายวงจรหมดไฟนี้สังเกตง่ายๆอยู่ 2 ข้อ มีความทะเยอทะยาน คาดหวังกับตัวเองสูง ต้องการความสมบูรณ์แบบ (perfectionist) อ่านแล้วคุ้นๆกับตัวเองหรือคนใกล้ตัวมั้ยครับ? :D ถ้าใช่หรือใกล้เคียง เรามาดูกันต่อว่าทั้ง 12 ระยะ มีอะไรกันบ้าง ….

  • แต่งงานแล้ว จัดสรรเงินอย่างไรดี

    **Disclosure: บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)**   เพราะคนที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะรู้ว่า ชีวิตคู่หลังการแต่งงานอาจไม่ใช่ Happy Ending แบบในหนัง และสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงกับความสุขของชีวิตคู่ (นอกจากความรักที่มีให้กัน) คือ สถานะทางการเงินของครอบครัว ผมเป็นคนหนึ่งที่ก่อนแต่งงาน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก แค่ให้แน่ใจว่า กันส่วนหนึ่งสำหรับการออมและลงทุน และใช้เงินไม่เกินตัว มีเงินเก็บก็คิดว่าพอแล้ว แต่เมื่อแต่งงานแล้ว เรามีเรื่องต้องคิดเกี่ยวกับอนาคตมากขึ้น และไม่ใช่แค่อนาคตของเราคนเดียว สำหรับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องการเงินมาก่อน อาจจะกลัวจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมมี 3 เทคนิคบริหารเงินในครอบครัวแบบผู้บริหารมาเสนอครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *