ควรเริ่มมองหางานใหม่เมื่อ…

ใครยังมีงานอยู่ตอนนี้กอดไว้แน่นๆ เลยนะ

ถ้าใครจะคิดจะลาออกช่วงนี้ อาจได้ยินเสียงคนรอบตัวเตือนด้วยความเป็นห่วง อาจเพราะงานไม่ได้หากันง่ายๆ ยิ่งโดยเฉพาะในยุคโควิด

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะต้องทนอยู่อย่างทรมาน เสมือนว่าจะไม่มีบริษัทไหนต้องการเราอีกแล้ว

หลายครั้งที่ผมเจอคนที่ทำงานกับองค์กรที่ไม่เหมาะ แต่ก็ยังทนอยู่นานจนเกินไปเพราะไม่มีโอกาสได้หยุดคิด หรือคิดแต่ไม่กล้าตัดสินใจก็รู้สึกเสียดายทั้งเวลา และโอกาสที่ดีกว่าถ้าได้ทำงานกับองค์กรที่ใช่

หากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำว่าเมื่อไหร่ที่ควรหยิบ resume มาปัดฝุ่น เริ่มคิดมองหางานใหม่ ผมจะแนะนำให้มอง 3 เรื่อง

1. เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ (culture fit)

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเรื่องเล็กๆ

ถ้าเป็นไปได้ควรหาข้อมูล หรือคุยกับคนให้องค์กรเพื่อเข้าใจสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเป็น core value หรือวัฒนธรรมขององค์กร ก่อนเริ่มงาน และเทียบกับสิ่งที่เป็น value ของเราว่าใช่ตัวเรา หรือต้องฝืน

หลายองค์กรชั้นนำเริ่มมีการประเมิน candidate เพื่อหา culture fit และใช้เป็นหนึ่งในข้อมูลการเลือกพนักงาน

แต่ก็นั่นแหละ ต่อให้เราศึกษา core value ขององค์กรที่อยู่ใน website ของบริษัทแล้วคิดว่าสวยหรู ดูดี แต่สุดท้ายถ้าเข้ามาทำงานแล้วสิ่งที่เห็นไม่ได้เหมือนสิ่งที่เป็น เราก็ต้องมาพิจารณาว่าองค์กรนี้เชื่อ หรือให้คุณค่ากับเหมือนกับเราหรือไม่

ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องของ core value ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ถ้าเราไม่ได้ให้คุณค่าสิ่งที่บริษัทให้คุณค่า โอกาสที่จะก้าวหน้าอย่างมีความสุขก็ลำบาก

2. ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ หรือจุดแข็งของตัวเองในการทำงาน

ข้อนี้เหมือนปัญหาไก่กับไข่ คุณจะบอกไม่ได้ว่าคุณได้ใช้พรสวรรค์ หรือจุดแข็งในการทำงานหรือไม่

ถ้าคุณไม่รู้ว่าจุดแข็งของคุณคืออะไร!?!

ซึ่งถ้าคุณยังไ่ม่รู้ อาจต้องหมั่นสังเกตว่ามีงาน หรือกิจกรรมไหนที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น โดยไม่ต้องพยายามมาก

เมื่อรู้ว่าเรามีจุดแข็งด้านไหน ลองกลับมาดูว่าเราได้ใช้จุดแข็งนั้นในการทำงานหรือไม่ ถ้าไม่ลองคุยกับหัวหน้าเพื่อหาโอกาสใช้ super power ของคุณในงานอื่นๆ เพิ่ม

แต่ถ้าสุดท้ายหัวหน้า หรือองค์กรไม่เห็นค่าของจุดแข็งของคุณ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณาไปหางาน หรือองค์กรที่เห็นคุณค่าของเราดีกว่า

3. ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงยังทำงานนี้อยู่

ข้อนี้เป็นคำถามสำหรับกลุ่มพนักงานที่ถ้าเป็น HR จะเรียกว่าเป็น dead wood ทำงานไปวันๆ ผลงานพอประคองให้ผ่านไปได้

คนกลุ่มนี้ผมคิดว่าน่าเห็นใจ หลายคนติดอยู่กับกรอบ และอดีต ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง อาจไม่เคยคิดว่ามีโอกาสอื่นที่เหมาะกับตัวเขามากกว่านอกองค์กรหรือไม่

แต่จริงๆ ผมเชื่อว่าเป็นเพชรที่ยังไม่เจอคนเจียรนัย และอาจไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเพชร จึงทนทำงานที่เดิม และกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือเริ่มต้นใหม่มาก

สุดท้ายก็จะเป็นสถานการณ์ lose/lose เสียทั้งกับตัวเอง และบริษัท เพราะฉะนั้นถ้าคุณตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงยังทำงานนี้อยู่ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่จะเปิดโอกาสหาสิ่งที่ใช่มากกว่าสำหรับตัวเองที่อื่น


เพราะงานเป็นส่วนสำคัญที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต งานที่ดีจะช่วยเติมเต็มคุณค่าของตัวเอง อย่าปล่อยให้เสียเวลา และโอกาสกับงานที่ใช่ เพียงเพราะเราไม่เคยสะท้อนงานที่ทำอยู่ว่าเรา ทนทำอยู่ หรือ ดีใจที่ได้ทำอยู่ จริงๆ

Similar Posts

  • [Mentor แบบชัชๆ] Empower ทีมด้วย free area

    [youtube id=”rqQGQ6upics”] ถ้าชอบเนื้อหานี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์ Click Here to Subscribe

  • |

    วิธีช่วยให้คุณล้มเหลวได้บ่อยขึ้น (อย่างภูมิใจ)

    Failure is success in progress. – Albert Einstein ผมเคยมีความเชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลว จึงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และล้มเหลวเท่าที่ทำได้ เพราะคิดว่าถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าความสำเร็จยิ่งอยู่ห่างกับเราเหลือเกิน อาจทำให้ท้อแท้และถอดใจสู้ได้ แม้ตอนหลังจะรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาก่อน และถ้าเราเพิ่มจำนวนครั้งของความล้มเหลวจากความพยายาม (แต่ต้องเรียนรู้ที่จะไม่พลาดเพราะสาเหตุเดิมด้วยนะ) ยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น  แต่ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมด้วย คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกแย่ หรือกลัวขึ้นเวลาต้องลองอะไรใหม่ๆนอกความคุ้นเคย (comfort zone) ของเรา เพื่อที่เราจะกล้าล้มเหลวได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น หลังจากลองมาหลายวิธี วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ…

  • |

    Compensation Package กับ แฟนคนอื่น

      เคยมั้ยที่รู้สึกว่าคนอื่นดีกว่าแฟนเรา?… คนนั้นก็น่ารัก (หล่อ) กว่า, เอาใจเก่งกว่า, หรือนิสัยดี อบอุ่นกว่าแฟนเรา…(แฟนรู้คงโมโห/งอนแย่ ^^”) ผมเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าแฟนคนอื่นดีกว่าแฟนของเรา ตอนที่ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่า ดีจังที่ไม่รู้สึกแบบนั้น… … วันนี้ระหว่างฟังบริษัทอธิบายเรื่องของ วิธีคิด compensation and benefit package เพื่อเทียบกับบริษัทอื่นเพลินๆก็นึกถึงเรื่องแฟนคนอื่นดีกว่าขึ้นมา

  • |

    You’re not a wave

      มนุษย์เรามักจะมองว่าตัวเองแยกและเหนือกว่าธรรมชาติ ซึ่งการเข้าใจเช่นนั้นนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด เราก็คงเห็นผลกระทบจากการกระทำต่างๆที่เป็นอยู่ในโลกนี้ สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องมาหวาดกลัว เมื่อเวลาของตัวจะหมดลง เปรียบเสมือนคลื่นน้อยที่รอวันกระแทกฝั่งและดับสูญ…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2016

    ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปี ผมจะใช้เวลาประเมินตัวเองสั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ ก่อนที่ก้าวขึ้นปีใหม่ สำหรับรูปนี้ ถ่ายจากงาน Lucia Night ภายในบ้านท่านทูตสวีเดนประจำสิงคโปร์ ผมเลือกเป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเอง เพราะปีนี้เป็นปีที่ผมได้รู้จัก และสร้าง connection กับคนที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทอดใน Blog ในรูปแบบบทสัมภาษณ์ และข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์ สำหรับคนที่อยากประเมินตัวเองตอนสิ้นปี ผมแนะนำให้ถามตัวเอง 2 คำถาม ซึ่งผมจดมาจาก podcast หนึ่งที่ผมฟังอยู่ โดยถามตัวเองว่า โดยรวม ปีนี้คุณดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่ ถ้าคุณดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว คุณดีขึ้นถึงจุดที่คุณพอใจหรือไม่ แค่เพียง 2 คำถามนี้ คำตอบของคุณจะเป็นตัวตั้งต้นที่ดีว่าปีหน้า คุณควรทำอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง สำหรับผม ถ้าเป้าหมายหลักปีที่แล้วคือการซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนครั้งแรก  เป้าหมายหลักของผมปีนี้คือการเขียนหนังสือ และการฝึกทักษะการโค้ช ซึ่งผมบรรลุทั้ง 2 เป้าหมาย โดยหนังสือได้ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ (ร้อน ๆ ก่อนเขียน post นี้) และสำหรับการโค้ช ผมก็ได้เรียนและฝึกโค้ช ก่อนจะเตรียม certified กับ…

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *