กฎ 10 ข้อสำหรับการเป็นคน

 

 

การเป็นคน(ที่ดี) หรือที่ท่านพุทธทาส เรียกว่า มนุษย์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

บางคนอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศประชาธิปไตย(รึเปล่า?) อย่างอิสระเสรี จนคิดว่าชีวิตนี้ไม่มีกฏอะไร

อย่างน้อยที่สุดเราก็อยู่ในกฏแห่งธรรมชาติ และกฏแห่งกรรม

พูดถึงกฏ วันก่อนไปอ่านเจอเรื่องกฏสำหรับการเป็นคนในอินเตอร์เน็ท

เห็นว่าน่าสนใจเลย เอาแบ่งปันกัน

อ่านแล้วทำให้ตัวเองได้คิดว่า 1) ทุกอย่างในชีวิตเราเป็นคนกำหนดเอง 2) การเรียนรู้ไม่มีวันหมด เราสามารถนำทุกอย่างมาเป็นครูสอนเราได้เสมอ ถ้ารู้ยังมอง

สำหรับคำแปลภาษาไทย ผมเป็นคนแปลเอง สำหรับบางคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ

ถ้าไม่ดีอย่างไรก็โทษผมได้เต็มที่ครับ

Ten Rules for Being Human

กฏ 10 ข้อสำหรับการเป็นคน

by Cherie Carter-Scott

 

1. You will receive a body. You may like it or hate it, but it’s yours to keep for the entire period.

  • คุณจะได้รับร่ายกาย ซึ่งอาจจะชอบหรือว่าเกลียดก็ได้ แต่มันก็จะเป็นของคุณตลอดช่วงเวลาที่คุณมีชีวิต

2. You will learn lessons. You are enrolled in a full-time informal school called, “life.”

  • คุณจะได้เรียนรู้บทเรียน คุณลงเรียนแบบเต็มเวลาในโรงเรียนที่เรียกว่า “ชีวิต”

3. There are no mistakes, only lessons. Growth is a process of trial, error, and experimentation. The “failed” experiments are as much a part of the process as the experiments that ultimately “work.”

  • ไม่มีความผิด มีแต่บทเรียน การพัฒนาเป็นกระบวนการของการลองผิด ลองถูก การลองที่ “ล้มเหลว” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทดลองที่สุดท้ายมันจะ “ได้ผล”

4. Lessons are repeated until they are learned. A lesson will be presented to you in various forms until you have learned it. When you have learned it, you can go on to the next lesson.

  • บทเรียนต่างๆจะเกิดขึ้นซ้ำๆจนกว่าเราจะได้เรียนรู้จากมัน บทเรียนจะมาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเมื่อคุณได้เข้าใจ คุณจึงจะสามารถผ่านไปยังบทเรียนต่อไปได้

5. Learning lessons does not end. There’s no part of life that doesn’t contain its lessons. If you’re alive, that means there are still lessons to be learned.

  • การเรียนรู้บทเรียนไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีส่วนไหนในชีวิตที่ไม่เป็นบทเรียน ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่ายังคงมีบทเรียนคอยให้คุณเรียนรู้อยู่

6. “There” is no better a place than “here.” When your “there” has become a “here”, you will simply obtain another “there” that will again look better than “here.”

  • “ที่นั่น” ไม่ได้ดีกว่า “ที่นี่”  เมื่อ “ที่นั่น” กลายเป็น “ที่นี่” คุณจะเจอ “ที่นั่น” อันใหม่ที่ดูดีกว่า “ที่นี่”

7. Other people are merely mirrors of you. You cannot love or hate something about another person unless it reflects to you something you love or hate about yourself.

  • คนอื่นๆเป็นแค่กระจกสะท้อนตัวคุณ คุณไม่สามารถรักหรือเกลียดบางอย่างในตัวของอีกคน นอกจากมันจะสะท้อนบางอย่างที่คุณรักหรือเกลียดเกียวกับตัวคุณเอง

8. What you make of your life is up to you. You have all the tools and resources you need. What you do with them is up to you. The choice is yours.

  • ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับตัวคุณ คุณมีเครื่องมือและทรัพยากรต่างที่คุณต้องการ แต่คุณจะใช้มันอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวคุณ

9. Your answers lie within you. The answers to life’s questions lie within you. All you need to do is look, listen, and trust.

  • คำตอบสำหรับคำถามของชีวิตอยู่ในตัวของคุณแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ มอง, ฟัง, และเชื่อในตัวคุณเอง

10. You will forget all this.

  • สุดท้ายคุณก็จะลืมทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ดูมืออาชีพแสดงให้ได้มากกว่าความบันเทิง

    บ่ายวันนี้แฟนชวนไปดูบัลเล่ต์ Swan Lake ของ Matthew Bourne ซึ่งยกทีมจากอังกฤษมาแสดงที่สิงคโปร์ในเทศกาล da:ns Festival 2014 บอกตามตรง เมื่อก่อนผมรู้สึกเฉยๆมากกับการดูละครเวที หรือบัลเลต์ เพราะคิดว่าไม่สนุก ยิ่งรู้่ว่าบัลเล่ต์ที่จะไปดูวันนี้เป็นผู้ชายแสดงเป็นหงส์ด้วย ยิ่งรู้สึกแปลกๆ แต่หลังจากที่ได้จบกลับชื่นชมในการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง และความอ่อนช้อย ของนักแสดงทุกคน ยิ่งเห็นความพร้อมเพรียงในการเต้น และการจัดระเบียบตัวยิ่งชื่นชม และมั่นใจว่าต้องผ่านการซ้อมมาอย่างหนักแน่นอน นอกจากบัลเล่ต์วันนี้ การที่ผมได้มีโอกาสดูการแสดงดีๆระดับโลกทั้งที่สิงคโปร์ และอังกฤษ ความคิดผมเกี่ยวกับการแสดงก็เปลี่ยนไป

  • [Note] ความท้าทายของงาน HR ในปี 2012 โดย อ. ประสิทธิ์ องอาจตระกูล

      วันนี้ผมได้มีโอกาสมาฟังสัมนาเรื่อง ความท้าทายของงาน HR ในปี 2012 จัดโดย มหาวิทยาลัยศรีปทุม บรรยายโดย คุณประสิทธิ์ องอาจตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ผมรู้จักพี่ประสิทธิ์หรือพี่ฮิม และงานสัมนาครั้งนี้ผ่าน Facebook จึงถือว่า Social Network ก็ได้ช่วยทำหน้าที่ของมันในการช่วยขยายเครือข่ายและโอกาสดีๆอีกครั้งหนึ่ง ในการบรรยายครั้งนี้พี่ฮิม ปล่อยของแบบไม่อั้น ยิงมุขกระจาย ความรู้เพียบ  ผมจึงของสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจบางส่วนมาแบ่งปันกันครับ   ความท้าทายบนโลกใบนี้

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part I)

    ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ทุกบริษัทจะคาดหวังและต้องการเวลาจากพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานก็ดูมีความสุขน้อยลง เริ่มบ่นว่าใช้เวลาทำงานทั้งที่ทำงานและบ้านมากขึ้น เครียดและล้าสะสมมากขึ้น… ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน แล้วช้านจะหาแฟนได้มั้ยเนี่ยยยย… ^^” ไม่ต้องแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดกับเรา หรือบริษัทของเราที่เดียวรึเปล่า? จริงๆแล้วเรื่อง Work/Life Balance (Work/Life Effectiveness, etc.) นี้เป็นปัญหาใหญ่ในทุกองค์กรทั่วโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลาออกจากไปทำงานที่ใหม่แล้วจะไม่มีปัญหานี้ หลายบริษัทมีการจัดอบรมเรื่องการบริหารเวลา (Time Management) แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่ วันก่อนผมได้มีโอกาสดูคลิปการพูดของคุณจิม ลาฟเฟอร์ตี้ (Jim Lafferty) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท พูดในการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในทวีปอเมริกา เรื่องเทคนิคที่ได้เรียนรู้ในการจัดการชีวิตและงาน ซึ่งสรุปออกมาเป็น 15 เทคนิค ซึ่งคุณจิมรับประกันว่าถ้าได้นำไปใช้ ชีวิตของคุณจะดีขึ้นทันที (โฆษณาให้หน่อย) ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยอย่างจะมาแบ่งปันกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน ขึ้นอยู่กับความขยันนะครับ… ;D _______________________________ สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนคือ work/life balance ไม่เกี่ยวกับเวลา

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • Digital Transformation กับมุมการสร้างประสบการณ์ของพนักงาน

    ในปี 2560 นี้หัวข้อการสัมมนาที่ร้อนแรงไม่แพ้เรื่อง Thailand 4.0 คือเรื่องของ Digital Transformation เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Thailand ICT Management Forum 2017 ซึ่งจัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA โดย Theme ในปีนี้คือ “Leading Digital Transformation: From Idea to Action” ในหัวข้อการเสวนาทั้งหมด ผมสนใจเรื่องของผลกระทบกับคน หรือพนักงานจาก Digital Transformation เป็นพิเศษ และเห็นว่าน่าสนใจ จึงสรุปประเด็นสำคัญ ๆ มาฝากครับ Panellist คุณกฤตภาส คูสมิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสโครงการพิเศษด้าน HR ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คุณชูชัย วชิรบรรจง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) คุณภาณุวัฒน์ เบ็ญเราะมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอออน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *