|

ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน…

หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว

วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร

ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ

การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์

ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้

ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^”

ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้

พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้

ท่านก็เล่าให้ฟังว่า มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากเลิกงานกลับไปที่บ้านแล้ว

แต่ในใจก็ยังคิดแต่เรื่องงาน และวิธีแก้ปัญหาที่บริษัทบนโต๊ะทานข้าวกับครอบครัว

ไม่คุยไม่สนใจคนอื่น อยู่ๆภรรยาท่านพูดขึ้นว่า

You are cheating on me! (ผู้เขียน: ในที่นี้แปลว่า คุณโกงฉัน ไม่ใช่ คุณนอกใจฉัน ^^”)

ท่านก็ตกใจ ว่าทำไมพูดอย่างนั้น

ภรรยาท่านก็อธิบายว่าเค้าอยู่บ้านรอท่านกลับมา แต่พอกลับมาแล้วแทนที่จะเป็นเวลาของเรากลับไปคิดเรื่องงาน

ท่านผู้จัดการโรงงานก็เลยสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกและเริ่มฝึกที่จะปล่อยวางไม่คิดเรื่องงานเวลาอยู่กับครอบครัว

โดยตั้งเป้าไว้ว่าต้องมีเวลาที่สมองไม่คิดเรื่องงานอย่างน้อย 24 ชั่วโมงติดต่อกัน

เพื่อให้สมองได้พักเต็มที่ ก่อนจะกลับมาทำงานใหม่

สำหรับเทคนิค ท่านบอกว่าให้มีสมาธิกับการทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานแทน เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ คุยกับแฟน เป็นต้น

ถ้าไม่มีสมาธิ จิตฟุ้งซ่านก็จะกลับมาคิดเรื่องงานอีก (พนักงานดีเด่นได้อีก :D)

ระหว่างนั้นก็จะไม่เช็คมือถือเรื่องงาน โดยบอกว่าถ้าเรื่องสำคัญจริง จะมีคนโทรมาบอกเอง (ก็จริง…)

ผมและน้องๆที่ฟังอยู่ก็รู้สึกว่า ถ้าระดับท่านผู้จัดการโรงงานยังทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน (ใช่มั้ย เด็กๆ)

สรุป เป็นแบบพุืทธง่ายๆว่า ฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน (be present)

จบ. ^__^

Similar Posts

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

  • The Learning Spiral: เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เส้นตรง

    You cannot absorb other people’s knowledge. You must create your own. – Klas Mellander ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาโต๊ะกลมหัวข้อ “LEARN OR LOSE in the age of digital disruption” ซึ่งจัดโดย ENPEO ร่วมกับ OMEGAWORLDCLASS โดย highlight อยู่ที่คุณ Klas Mellander co-founder และ Chief Designer ของบริษัท Celemi จากสวีเดน ซึ่งผมรู้จักผลงานผ่าน Business Simulation Board Game มาหลายปี ถือได้ว่าเป็นกูรูด้าน Learning Design คนหนึ่งของโลก ในการสัมมนามีการพูดถึงการเรียนรู้ในโลกยุค Digital Disruption ที่ในด้านหนึ่ง คนทำงานก็มีเวลาน้อยลงสำหรับการเรียนรู้แบบ Formal Learning…

  • |

    อาสาสมัครเรื่องไกลตัว?

    วันนี้ได้ไปช่วยทำกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษน้องๆในชุมชนโค้งรถไฟยมราชกับ Dwight (Twitter: @DwightTurner) และกลุ่ม InSearchOfSanuk ตามคำชวนของพี่ต่าย (@srisuda) และวาว (@vow_vow) จริงๆผมได้รู้จักกับ Dwight มาสักพักใหญ่ๆจากงาน Tweet Meetup และได้ตามผลงานของกลุ่ม InsearchOfSanuk ผ่านเว็บแต่ไม่เคยมีโอกาสไปร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัครกับกลุ่มนี้มาก่อน แม้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือใจที่จะให้ ถ้าใครเคยทำงานอาสาสมัครมาก่อนจะรู้ว่าแม้พื้นเพจะต่างกันจนไม่่น่าเชื่อว่าจะรู้จักกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถทำงานร่วมกัน และเป็นเพื่อนกันได้เพราะมีใจที่จะให้เหมือนกัน (common objective) สิ่งที่ผมทึ่งและประทับใจกลุ่มนี้มากๆ (แถมเป็นการตบหน้าคนไทยกลายๆ) คือ เราพูดเสมอว่าประเทศเราจะพัฒนาได้อยู่ที่การพัฒนาการศึกษา การให้ความรู้กับเด็กที่ด้อยโอกาส แล้วเราก็โยนว่าเป็นเรื่องระดับชาติ เรื่องของกระทรวงศึกษา เรื่องของโรงเรียน แต่… เราไม่เคยทำอะไรเลย มากไปกว่านั่งวิจารณ์ในห้องแอร์แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป ขณะที่ฝรั่งกลุ่มนี้เข้าไปบุกเบิกชุมชมแออัดที่แม้แต่เราคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยย่างกลายเข้าไป ทำในสิ่งที่ตัวเองช่วยได้ บางคนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนานาชาติ บางคนเป็น Expat ในบริษัทข้ามชาิติมาประจำในไทยแค่ปีกว่าๆ แต่ทุกคนก็เต็มใจมาช่วยเด็กไทย ซึ่งผมสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างที่กลุ่มนี้ได้ทำจริงๆ ตั้งแต่ชาวบ้านทักทายและต้อนรับอย่างเป็นกันเอง เด็กๆวิ่งเข้ามากอด มาคุยด้วย อย่างไม่กลัวที่จะพูดผิดเหมือนนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน น้องๆหลายคน (7-8ขวบ) สามารถเข้าใจพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านักเรียนม.ปลายหลายๆคนที่มีโอกาสทุกอย่าง นี่คือตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่ผมสัมผัสได้แม้จะเป็นครั้งแรกที่ผมไปร่วมกิจกรรม … และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างในสังคมได้ ถ้าเราทำ……

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *