มาเป็นคนโชคดีรับตรุษจีนกันเถอะ

Image by © Billy Hustace/Robert Harding World Imagery/Corbis

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้

วันนี้วันตรุษจีน ผู้คนมากมาย หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส

เด็กๆที่เพิ่งได้อั่งเปาจากญาติๆ ก็ออกมาเที่ยว ใช้จ่ายสมกับที่วันนี้เป็นวันเที่ยว

น่าเสียดาย ที่วันนี้ก็เป็นวันสอบสำหรับนักเรียน และเป็นวันทำงานสำหรับคนอีกไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย ^^”)

ช่วงเวลาดีๆอย่างนี้ เราจะเห็นคนอวยพรกันมากมาย

ซึ่งเรื่องที่อวยพรก็ไม่พ้นเรื่องสุขภาพกาย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินทองไหลมา เทมา

และอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนอยากมี คือ เป็นคนโชคดี

พูดถึงเรื่องโชคดี คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคลาง เราควบคุมอะไรไม่ได้

พอดีผมอ่านบทความจากหนังสือ The Luck Factor ของ Richard Wiseman

ซึ่งเขาทำการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 10 ปี จากคนที่โชคดีมากๆ และโชคร้ายมากๆ

เพื่อหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้โชคดี และมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองโชคดีมั้ย หรือว่าโชคดีมันแค่เป็นดวงของคนนั้นๆ

จากการวิจัย คุณ Richard พบว่าคนโชคดี สร้างโอกาสให้เกิดโชค ด้วยหลักการ 4 ข้อ

นั่นแปลว่า คุณเองก็สามารถเพิ่มโอกาสโชคดีให้กับตัวเองได้!! :)

หลักการ 4 ข้อนั้นประกอบด้วย Read more..

วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

Image by © Randy Faris/CORBIS

เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า..

ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร)

หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด

แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย

ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation

ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน

คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง

คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้)

ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้!

และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น

วันนี้ผมได้มีโอกาสดูเทคนิคง่ายที่คุณ Chris Westfall แนะนำใน YouTube แล้วรู้สึกว่าง่าย ทำได้จริงๆ และน่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยเอามาสรุปฝากกัน

วิธีการง่ายๆเริ่มจาก

  1. ใส่คำ filler words เข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พูดง่ายๆว่าจัดเต็ม ประชดเอาให้ มีอาา เอออ แทรกแทบทุกพยางค์ เพื่อให้เราขำและรู้ว่ามันไม่ควรมีคำที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้อยู่ในประโยคที่เราจะพูด
  2. เลือกท่าทางไว้คอยเตือนตัวเองเวลาจะพูด filler words อาจจะเป็นเอามือแตะคาง ดึงหู แตะสูท เวลาที่กำลังจะหลุดอ่าา เอออ เพื่อเตือนตัวเองว่า ไ่ม่จำเป็นต้องพูด คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้นออกไป
  3. มีภาพของเรื่องที่จะพูดในหัว แล้วเล่าภาพนั้นออกมา เพราะสาเหตุหลักของการที่เราใส่คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้น เพราะเราพยายามนึกคำ หรือประโยคต่อไปอยู่และไม่อยากให้เงียบ วิธีแก้คือ คิดเป็นรูปภาพ แล้วเล่าแบบบรรยายภาพนั้นออกมา

สุดท้ายเทคนิคจะง่ายขนาดไหน ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีประโยชน์

โชคดีครับ…

การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์

เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่

วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง

ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์

โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน

ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ
  2. สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ
สำหรับเรื่องความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท คนส่วนใหญ่จะเข้าใจแค่หาคนมาเติมในส่วนที่ขาด (คนลาออก) กับเติมในส่วนที่เพิ่ม (ธุรกิจขยายตัว)
.
แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสม ไม่ใช่สักแต่ว่าได้คนเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก(ถึงมากที่สุด) และผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการสัมภาษณ์และกระบวนการรับพนักงานใหม่ทั้งหมด
.
เพราะว่าคุณภาพขององค์กร = คุณภาพของพนักงาน
.
ถ้าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เหมาะ ทั้งพนักงานใหม่ และบริษัทก็จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทรัพยากรต่างที่ลงทุนไป เสียขวัญของพนักงานปัจจุบัน และสุดท้ายก็ส่งผลถึงผลงานของบริษัทในที่สุด
.
สำหรับผู้สัมภาษณ์ ถามว่าจะได้อะไรจากการเสียเวลามาสัมภาษณ์?
.
นอกจากจะได้คนเพิ่มในองค์กร หรือแผนกตัวเองแล้ว  ผมมองว่าการสัมภาษณ์ทำให้เราได้…
  1. ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด
  2. เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน
  3. เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ๆมากขึ้น(in-touch with new generation) แม้ว่าเราอาจคิดว่าจบมาไม่นาน แต่ถ้าได้สัมภาษณ์เด็กที่เพิ่งจบมาตอนนี้จะเห็นถึงความแตกต่างของการใช้ชีวิตจากตัวอย่างที่ยกมา ซึ่งเราต้องทำงานกับเค้าด้วยในอนาคต การเข้าใจวิธีการคิด จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
สำหรับสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำจากประสบการณ์ส่วนตัว…
  • อ่านข้อมูลของผู้มาสัมภาษณ์ก่อนสัมภาษณ์
  • ให้เกียรติผู้มาสัมภาษณ์ (มาตรงเวลา, ไม่พูดจาดูถูก, ไม่ใส่ใจคำตอบ, รับโทรศัพท์, ตอบอีเมล, ดูนาฬิกา เป็นต้น)
  • ทำให้ผู้มาสัมภาษณ์คลายความเครียดในช่วงแรกก่อนเริ่มสัมภาษณ์
  • ไม่ถามคำถามชี้นำ เพราะผู้มาสัมภาษณ์จะเดาได้ว่าเราอยากได้คำตอบแบบไหน
  • พูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
  • ไม่แสดงความเห็นทั้งทางบวก หรือลบต่อคำตอบของผู้มาสัมภาษณ์
  • นำเสนอบริษัทตัวเอง แต่ไม่ใช่ชมเว่อร์
  • ขอบคุณผู้มาสัมภาษณ์ที่สนใจบริษัทและสละเวลามาสัมภาษณ์
อย่าลืมว่าคุณเป็นเสมือนหน้าตาของบริษัทที่ผู้มาสัมภาษณ์ติดต่อด้วย ทุกอย่างที่คุณทำจะถูกตีความว่าเป็นสิ่งที่พนักงานของบริษัททำ, ยอมรับได้, หรือเป็นวัฒนธรรมองค์กร
.
ใช้โอกาสนี้ให้ดีทึ่สุดเพื่อตัวคุณ และองค์กรของคุณ
.
อย่ายอมให้เรารับคนผิดเพราะแรงกดดันที่ต้องหาคนให้ได้ในเวลาที่จำกัด
.
ผมยืนยันว่าขาดคนดีกว่ารับคนผิดแน่นอน
.
โชคดีในการสัมภาษณ์ครับ

ข้อคิดก่อนเปลี่ยนงานใหม่

Image by © diffused/beyond/Corbis

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านก่อน

หวังว่าคงสนุกกันตามสมควรอย่างปลอดภัยนะครับ

วันนี้จะมาเล่าข้อคิดเรื่องของการเปลี่ยนงานใหม่

ซึ่งได้บอกกับน้องสาวตัวเองก่อนจะไปทำงานที่สิงคโปร์

เห็นว่ามีประโยชน์เลยมาเขียนแบ่งปันเพื่อนๆด้วย

…………………………………………………………

ส่วนตัวผมเห็นเพื่อนๆน้องๆที่เพิ่งจบมาใหม่หลายคนเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นในช่วงแรกๆของการทำงาน

เหตุผลก็จะวนๆอยู่ว่า ไม่ชอบ, ไม่ใช่, ไกล, งาน/ปัญหาเยอะ, ไม่มีเพื่อน, งานใหม่น่าจะเหมาะกว่า, งานใหม่เงินเดือนดีกว่า ฯลฯ

ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิทธิ์ของเรา ยิ่งหลายคนจบเกรดดีๆ profileสวยๆ ใครๆก็อยากได้ตัว

แม้บางครั้งก็แอบแปลกใจเวลาที่เห็นคนเปลี่ยนในเดือน หรือแม้แต่อาทิตย์แรกของการทำงาน (อะไรมันจะขนาดน้าน…)

ผมมีสิ่งที่อยากให้คิดซักนิดก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง ดังนี้

  1. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไม่ชอบ,ไม่ใช่ ให้แน่ใจว่าเราให้เวลากับตัวเอง และพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่างานจะเหมือนกับสิ่งที่เรียนมา แม้จะทำงานตรงสายก็ตาม เรายังต้องทำความเข้าใจกับระบบ วิธีการทำงานของแต่ละบริษัทซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2-3เืดือน(เป็นอย่างน้อย)สำหรับบริษัทใหญ่  ถ้าสุดท้ายเราทั้งพยายามและให้เวลาปรับตัวแล้วยังไม่ใช่ เราก็จะตอบตัวเองได้อย่างสบายใจภายหลังว่างานนี้มันไม่เหมาะกับเราจริงๆ
  2. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไกล (เออ…แล้วตอนสมัครไม่รู้เหรอครับว่าไกล) ผมรู้จักหลายคนที่จำกัดตัวเองเวลาหางานว่าต้องเป็นออฟฟิตในกรุงเทพฯ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับงานต่างหวัด หรือต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนระบุเลยว่าต้องเป็นบริษัทในแนวรถไฟฟ้าเท่านั้น! ก็อยากให้คิดนิดนึงว่าเราปิดโอกาสตัวเองมากไปรึปล่าว แต่ถ้าไกลขนาดเดินทางวันละหลายๆชั่วโมง จนเบียดบังส่วนอื่นที่สำคัญของชีวิตไปก็เปลี่ยนเถอะครับ
  3. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะงาน/ปัญหาเยอะ ถ้างานเยอะก็หาวิธีทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าปัญหาเยอะก็ให้เปลี่ยนมุมมองเป็นความท้าทายให้ผ่านไป อย่าคิดว่าเปลี่ยนที่ทำงานแล้วปัญหาที่เจอจะหายไป บอกได้เลยว่าที่ไหนๆก็มีปัญหาเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องผิดหวัง อาจจะต่างกันบ้างถ้าองค์กรไหนมีคนดีคนเก่งมากหน่อยก็จะช่วยกันแก้ปัญหานั้นมากกว่าโยนไปมา
  4. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะคิดว่างานใหม่น่าจะเหมาะกว่า ก็หาข้อมูลเยอะก่อนแล้วกัน เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะอคติที่เ่ก่า
  5. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะิเงินเดือน/โบนัสที่ใหม่มากกว่า ก็เป็นไปได้ แต่อยากให้ลองคิดรอบด้าน หลายๆด้านก่อนว่าที่ใหม่ดีกว่าจริงมั้ย? คนส่วนใหญ่จะติดมองอยู่แค่เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โบนัสกี่เดือน แต่ไม่ได้มองสวัสดิการด้านอื่นๆ ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นถ้าทำงานในเมือง โอกาสการเข้าอบรมหรือพัฒนาต่างๆ โอกาสเติบโตในที่ทำงานใหม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อคิดสุดท้ายสำหรับคนที่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆเพื่ออัพเงินเดือนตัวเอง เป็นเงินไ่ม่แปลกถ้าคุณจะทำได้ในช่วงแรกๆ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนงานโดยที่รับเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ความสามารถคุณไ่ม่ได้มีมากเท่าที่บริษัทใหม่คาดหวังไว้เพราะเปลี่ยนงานบ่อยจนไม่มีเวลาได้เรียนรู้, ทำงาน, สร้างnetwork, และพัฒนาตัวเองในบริษัทก่อน สุดท้ายมันจะกลับมากดดันตัวเองว่าเราทำอย่างที่บอกตอนสัมภาษณ์ไ่ม่ได้ ขึ้นต่อก็ไม่ได้ ลดระดับลงมาก็ทำใจไม่ได้ น่าเสียดายความสามารถ

ทั้งหมดนี้ผมฝากไว้ด้วยความหวังดี เพราะแม้ผมจะเป็น HR แต่ไ่ม่เคยรั้งพนักงานไว้ ถ้าที่ใหม่ดีและเหมาะสมกับตัวเค้าจริงๆ

ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

Image by © Randy Faris/Corbis

ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน…

หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว

วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร

ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ

การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์

ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้

ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^”

ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้

พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้

ท่านก็เล่าให้ฟังว่า Read more..

Next Page »