คนเบื้องหลัง

ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ของบริษัท2งานติดกัน

ทำให้เห็นมุมมองของงานในอีกแบบนึง

จากที่ปกติเป็นคนเข้าร่วมงาน ถึงเวลาก็มา ทำกิจกรรมเฉยๆ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก

ได้รู้สิ่งที่คนมาร่วมงานไม่มีทางรู้เลยว่าที่มา หรือ รายละเอียดแต่ละเรื่องต้องผ่านการคุย การแก้ มาไม่รู้กี่รอบ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้เลยก็ตาม…

ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองเข้าใจคนที่เตรียมงาน อยู่เบื้องหลังพอสมควรเพราะก็เคยทำกิจกรรม เป็นคนเตรียมงานแบบนี้มาบ้างตอนเรียน

แต่พอได้ทำงานที่มีความคาดหวัง และแรงกดดันที่พลาดไม่ได้

ความเครียดและความกังวลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนที่เตรียมงานทุกคน หวังว่าเตรียมงานเหนื่อยแค่ไหนไม่เป็นไร ขอให้งานออกมาราบรื่น และดีทึ่สุด

ก็พอใจแล้ว

.

ดังนั้นถ้าคุณได้มีโอกาสไปร่วมงานไหนแล้ว เกิดข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ไม่ราบรื่นบ้าง

ก็ช่วยใจเย็นๆนิดนึง

เพราะไม่ว่าจะเตรียมงานมาดีแค่ไหน วันจริงมักจะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงเข้ามาให้ตกใจเล่นอยู่เสมอ

ไม่มีใครอยากให้งานสะดุดหรอก

.

จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า การพยายามเข้าใจคนอื่นโดยการเอาใจมาใส่ใจเรา (put yourself in other’s shoes)

ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจเค้าได้ทั้งหมด

จนกว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง

.

คงเหมือนที่หลายๆคนที่พูดเหมือนกันหลังจากมีลูกใหม่ๆสินะ

ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นพ่อ/แม่คนมีความลำบากแค่ไหน

และรักท่านเพิ่มจากเดิมไม่รู้เท่าไหร่… :)

(โยงไปได้นะเรา :P)

Similar Posts

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • หลากหลายไปทำไม ทำแล้วได้อะไร? (Why Diversity?)

      ถ้าใครที่อยู่ในองค์กรใหญ่ๆ คงสังเกตว่าช่วงหลังๆ เราอาจได้ยินผู้บริหาร หรือ HR เริ่มพูดถึงคำว่า Diversity หรือความหลากหลายมากขึ้น บางองค์กรอาจไม่ใช่แค่ Diversity อย่างเดียว แต่จะมาชื่อยาวๆเป็น Diversity and Inclusion เลยทีเดียว   ความหลากหลายในองค์กร วัดอย่างไร? ตอนเริ่มใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อน หลายองค์กรก็เริ่มจากตัววัดที่ง่ายที่สุดคือ เพศ และ เชื้อชาติ ดูว่าสัดส่วนผู้หญิง : ผู้ชาย ในแต่ละประเทศ แต่ละระดับ ว่าเหมาะสม มากน้อยอย่างไร จำนวนเปอร์เซนต์ของคนเอเชีย คนยุโรป หรือ คนอเมริกา ในระดับผู้บริหาร เป็นต้น หลังๆเราเริ่มเห็นการวัดความหลากหลายที่ซับซ้อนขึ้น จากเพศ ที่เดิมแบ่งเพียงชาย กับหญิง กลายเป็นการแบ่งจากรสนิยมทางเพศที่หลากหลาย การแบ่งกลุ่มตามช่วงอายุ (Generation) ต่างๆ เป็นต้น

  • หาเวลาอยู่กับตัวเอง…

    วันนี้มีงาน Ignite Bangkok ซึ่งเป็นวันที่สองที่ TCDC เป็นงานที่น่าสนใจมากที่ท้าทายคนพูดที่จะต้องสื่อสิ่งที่ต้องการจะบอกภายใน 5 นาที ผ่านสไลด์ 20 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะเปลี่ยนอัตโนมัติทุก 15 วินาที ตอนเย็นกลับมาถึงบ้าน ชั่งใจอยู่พักใหญ่ๆว่าจะไปดีรึป่าว? สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไป แล้วเอาเวลาไปวิ่งออกกำลังกายแทน แม้ว่าเหตุผลหนึ่งที่เลือกไปวิ่งคือต้องการเผาผลาญไขมันส่วนเกินจากทริปหัวหินที่เพิ่งกลับมา แต่จริงๆแล้วผมต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง และการวิ่งก็ตอบโจทย์ผมได้เป็นอย่างดี ได้ทั้งสุขภาพ แถมยังได้มีเวลาได้คิดอยู่กับตัวเองอีกประมาณชั่วโมงนึง (อ้อ ผมไม่พกโทรศัพท์ขณะวิ่งนะครับ…) ซึ่งผมถือว่าเวลาช่วงนี้เป็นเวลาที่มีค่ามาก ได้ปล่อยให้ความคิดตกผลึกบ้าง อะไรบ้าง (ตามกระแสนิดนึง) หลายๆครั้งที่ผมได้ไอเดียดีๆมาเขียนบล็อกจากช่วงเวลานี้ จริงๆ แ้ล้วการอยู่กับตัวเองนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งเหมือนผมก็ได้ บางคนอาจจะนั่งสมาธิ บางคนอาจจะนั่งฟังเพลงเบาๆระหว่างขับรถ บางคนอาจจะกิน (อันนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำ – -“) แต่ประเด็นคือ เราควรหาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต และการทำงาน อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งสองครั้งก็ยังดี …….. บางคนอาจจะสงสัยว่าผมไม่เสียดายที่ไม่ได้ไปงาน Ignite Bangkok เหรอ? ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมนั่งดูถ่ายทอดสดผ่าน web หลังวิ่งเสร็จ… :)

  • |

    วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น

      ในการปฏิบัติต่อผู้ือื่นนั้น มีสำนวนอยู่หลายสำนวน ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า… ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่ให้เค้าปฏิบัติกับเรา หรือ ดีมาก็ดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่มีอีกแนวความคิดนึงที่อยากฝากให้คิดดู เค้าบอกว่า…

  • |

    บทเรียนจากBejeweled2

    ช่วง2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาผมติดเกมส์ Bejeweled2 บน iPhone มาก เล่นมันได้ทุกวันที่มีเวลาว่าง โดยเฉพาะโหมด Blitz ซึ่งจะจำกัดเวลาให้เล่นภายใน1นาทีให้ได้คะแนนมากสุด ที่มันสนุกเพราะคะแนนสูงสุดของเราจะถูกจัดอันดับเทียบกับเพื่อนๆใน Facebook ที่เล่นเกมส์นี้เหมือนกัน และคะแนนสูงสุดนี้จะถูก reset ใหม่ทุกอาทิตย์ เอาสิ อาทิตย์นี้คะแนนไม่มี อาทิตย์หน้าเอาใหม่ แต่เนื่องจากผมเชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีบทเรียนที่น่าสนใจแฝงอยู่ ผมเลยลองคิดว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากเกมส์นี้บ้าง… บทเรียนที่ผมได้จากเกมส์นี้ คือ ต่อสู้กับความอยากของตัวเอง อาจเป็นเพราะเกมส์นี้รอบนึงใช้เวลาเพียง1นาที ทำให้คิดว่า รอบนี้คะแนนไม่ดีไม่เป็นไร เดี๋ยวเล่นใหม่รอบหน้าก็ได้ นาทีเดียวเอง… หลายครั้งที่เกมส์นี้กินเวลาผมไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว (น่ากลัวจริงๆ) บางครั้งได้ new top score แล้วก็ยังไม่พอ คิดว่าเดี๋ยวจะได้คะแนนสูงกว่านี้ แล้วเวลาก็จะหลายไปอีกชั่วโมง – -” สรุปว่าเป็นเกมส์ที่เริ่มและติดง่ายมาก แต่พอเล่นแล้วจะหยุดได้ยากมาก หลายครั้งก็ใช้เป็นอุบายในการดูใจที่เต็มไปด้วยความอยาก และสังเกตการต่อสู้ของใจกับความอยากที่จะเล่นต่อ ก็มีแพ้บ้างชนะบ้าง ตามกิเลสที่จะแข็งแรงอยู่ คนที่ได้คะแนนสูงๆไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปกติผมจะได้คะแนนประมาณ 2-3 แสนกว่าๆ แต่ก็จะมีเพื่อนอีกหลายคนที่เล่นได้ระดับ 4-5แสนทุกอาทิตย์ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเล่นได้ยังไง พอดีที่บริษัทมีเซืยนอยู่2-3คน เลยมีโอกาสถามว่าเล่นยังไงให้คะแนนเทพอย่างนั้นทุกอาทิตย์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *