5 ประโยคเด็ดจาก Design Thinking Workshop

ในยุคที่การเข้าใจลูกค้า หรือผู้ใช้ (user) ช่วยให้การแก้ปัญหา หรือผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทักษะ Design Thinking ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย

เมื่อผมมีโอกาสได้มาร่วมงาน Corporate Innovation Summit 2019 หนึ่งใน workshop ที่ผมตั้งใจมาเข้าคือ Intro to Design Thinking: Bootcamp of Executives ซึ่งสอนโดย คุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร, Head of 10X project, SCB และเจ้าของเพจ 8 บรรทัดครึ่ง

ตลอดเกือบ 3 ชั่วโมงเต็มของ workshop ผมได้เรียนรู้ผ่านการแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ Empathize ไปจนถึง Prototype และ Test ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคุณต้อง ย่นเนื้อหาจาก 2-3 วันมาอยู่ใน 3 ชั่วโมง และสามารถทำ Prototype และ Test จริงได้

นอกจากได้ประสบการณ์จาก workshop อีกสิ่งที่ได้คือ ประโยคเด็ดๆ ที่ทำให้ผม Aha! และเปลี่ยนมุมมองไป เลยรีบจด และนำมาแบ่งปันกัน 5 ประโยค ซึ่งคือ

1. Before solving problem, find the right problem to solve.

คนส่วนใหญ่เวลาเจอปัญหา เรามักจะมุ่งตรง และทุ่มเทในการแก้ปัญหานั้นโดยไม่ได้ดูว่าปัญหาที่เราแก้ เป็นปัญหาจริงๆ หรือแต่เปลือก ประเด็นที่เราเห็นได้ง่าย

วิธีการช่วยหาปัญหาที่ใช้ทำได้หลายวิธีเช่น การเข้าใจปัญหาในมุมมองของลูกค้า หรือผู้ใช้งาน/บริการนั้น ด้วยการ immerse หรือมีประสบการณ์อย่างเขาจริงๆ จะได้พอเข้าใจมุมมองของเขา

อีกวิธีคือการถาม Why หรือ ทำไม เพื่อลอกเปลือก และเข้าใจถึงสาเหตุ หรือที่มาของปัญหานั้นจริงๆ ซึ่งควรถาม ทำไม หลายๆ ครั้งเพื่อกะเทาะสาเหตุที่แท้จริงออกมา

2. Never ask solution from the user.

เช่นกันที่หลายคนที่แก้ปัญหาใช้วิธีถามลูกค้า หรือผู้ใช้ ว่าอยากได้อะไร ซึ่งก็ลูกค้าหลายคนก็ยินดีที่ให้ความเห็น หรือสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นคำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหานั้น

ในมุมของ Design Thinking เราจะถามเพื่อเข้าใจความรู้สึก และประสบการณ์ของเขาที่มีต่อปัญหานั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาข้อมูล มาสังเคราะห์เพื่อหา solution ของปัญหา

ตัวอย่างที่ดีที่คุณต้องเล่า คือ ถ้า Henry Ford ถามลูกค้าว่าต้องการอะไร คนก็จะตอบว่าอยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น วิ่งได้นานขึ้น ไม่มีใครบอกว่าอยากได้รถ เพราะลูกค้าไม่รู้ สิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้

3. Your idea / prototype is not valuable, the feedback is.

ประโยคนี้โดนใจผมมาก เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของไอเดียนั้นของตัวเอง ทำให้เราไม่ยอมเวลาคนอื่นมาวิจารณ์ว่าไม่ดี รวมถึงลูกค้า หรือคนใช้ด้วย ซึ่ง make sense มากๆ

การมองไอเดีย หรือ prototype ที่เราทำขึ้นมาว่า เป็นสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะใช่ที่สุดด้วยข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่มีอยู่จำกัด แล้วให้ลูกค้าเป็นคนให้ feedback เราเพื่อปรับปรุง เป็นการปลดล็อกความเร็วในการสร้าง product ที่ตอบโจทย์ได้ในเวลาเร็วขึ้นมาก

4. You can’t ask for innovation. You just need to allow it.

ประโยคนี้เหมาะสำหรับผู้บริหาร หรือผู้นำองค์กรที่อยากสร้าง innovation culture ให้เกิด คุณไม่สามารถบังคับ หรือขอให้พนักงาน innovate หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้เหมือนสั่งให้เปิดไฟ

แต่คุณสามารถ’อนุญาต’ให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดได้จากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เอื้อต่อไอเดียใหม่ๆ และความร่วมมือระหว่างพนักงานทั้งองค์กร์

เพราะ context creates content

5. Innovation happens when you reward both success & failure. Then, punish… inaction

ประโยคนี้เป็นของคุณ David Kelley หนึ่งในผู้ก่อตั้ง IDEO และ d school ซึ่งช่วยเสริมเรื่องการสร้าง innovation culture ในองค์กรได้ดี

เพราะการล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ องค์กรไหนที่ผู้นำมองหาแต่วิธีที่รับรองความสำเร็จ ถึงจะทำ และยังลงโทษหรือไม่เห็นค่าของความผิดพลาด หรือล้มเหลวก็ยากที่จะเห็นนวัตกรรมแบบก้าวกระโดดจากพนักงาน

ดังนั้นองค์กรจึงควรฉลองกับทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว เพราะนั่นหมายความว่าพนักงานได้ลองทำ และได้ feedback เพื่อกลับมาพัฒนาต่อ

สิ่งที่องค์กรไม่อยากให้เกิดมากที่สุดคือ มีแต่พนักงานที่คิด แต่ไม่ลงมือทำ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รูปข้างล่างนี้เป็นตอนจบ workshop ที่ผมกับถ่ายรูปกับ workshop partner คนนั่งข้างๆ ซึ่งปรากฏว่าเป็นรุ่นพี่ภาค ที่คณะวิศวะ จุฬาฯ เหมือนกัน (โลกกลมมาก) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูง ได้ทำ prototype และให้ feedback จากการสัมภาษณ์ผ่านขั้นตอนต่างๆ ของ Design Thinking ในเวลาสั้นๆ เพื่อเป็นการยืนยันว่าทำ Prototype ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนอย่างที่หลายคนคิด

Similar Posts

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • [Mentor แบบชัชๆ] วิธีเปลี่ยนคนที่ไม่ยอมเปลี่ยน

    [Mentor Profile] Strategic Change Program Manager, Global Container Shipping Company Me: คุณ lead change program มาหลายเป็นสิบปีจนเชี่ยวชาญ คงมีประสบการณ์เจอคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนบ้างใช่มั้ยครับ? Mentor: มีแน่นอนอยู่แล้ว Me: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ ว่าเป็นยังไงและจัดการคนกลุ่มนี้อย่างไร? Mentor: เอาตัวอย่างจริงล่าสุดนี่เลย โครงการที่กำลังทำอยู่ มีพนักงานอาวุโสท่านหนึ่ง อายุน่าจะ 50 ขึ้น ตอนที่ roll out change program ในที่ประชุม ก็ดู commit ดีไม่มีคำถาม หลังจากเริ่ม project ไป 2-3 เดือน เริ่มได้ยินคนมาบอกว่า นอกจากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกับระบบใหม่ตามที่ตกลงแล้ว เธอยังโวยวาย หาข้อผิดระบบใหม่แทบทุกวัน นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ work ทำให้กำลังใจของทีมที่ตั้งใจเริ่มตก Me: แล้วคุณทำยังไงต่อครับ

  • Exit Interview โอกาสสุดท้ายที่หลายองค์กรพลาด

    เมื่อพนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออก นอกจาก HR กับหัวหน้างานจะวุ่นกับการหาคนมาแทน (ถ้ายังไม่ได้เตรียมแผนไว้) อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรใหญ่ๆมักจะทำคือการทำ Exit Interview หรือสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะไป ซึ่งมักจะทำช่วงสุดท้ายที่พนักงานมาทำงานเพื่อให้พนักงานสบายใจถ้าต้องกล่าวถึงบุคคลอื่นในองค์กร ในฐานะที่มีโอกาสทำ Exit Interview ผมมองเห็นสิ่งที่หลายองค์กร รวมถึงคนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น HR พลาดที่จะใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรเพราะเรื่องต่อไปนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พูดหรือระบาย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะมีการคุยกับพนักงานก่อนจากกัน บางทีอาจมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว ส่งให้พนักงานกรอก คำถามก็ประมาณ ทำไมถึงออก ออกแล้วไปไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าพนักงานคงไม่กรอกอะไรมาก นอกจากจะอัดอั้นจนทนไหวแล้วจริง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการไม่เปิดโอกาสให้พูด คือ พนักงานก็จะหาช่องทางพูด หรือระบายอยู่ดี อาจจะผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือ Social Network ต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อขวัญและกำลังใจของทีมมาก เพราะองค์กรจะไม่มีโอกาสอธิบายว่า สิ่งที่พนักงานระบายกันเองนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน

  • Thai Career Day

    เพราะการแข่งขันแย่งตัวคนเก่งไม่สามารถนั่งกระดิกเท้ารอให้เด็กๆมาสมัคร และเลือกเหมือนเมื่อก่อน เพราะทางเลือกของเด็กสมัยนี้มีมากมาย ไม่จำกัดเพียงบริษัทในประเทศ หรือแค่บริษัทยักษ์ใหญ่ เราคงจะได้เห็นบริษัทไทยเริ่มขยับตัวเข้าเด็กตั้งแต่ก่อนเรียนจบ เพื่อแนะนำบริษัทมากขึ้น เพื่อหาช้างเผือกไม่เพียงในประเทศ แต่ต่างประเทศโดยเฉพาะใน ASEAN ที่เป็นเป้าหมายระยะสั้นของบริษัทไทยที่ต้องการขยายความเป็นที่หนึ่งในระดับภูมิภาค แน่นอนว่าเป้าหมายของบริษัทไทย คือคนเก่งและเหมาะสมกับวัฒนธรรมบริษัท ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเด็กนักเรียนไทยในต่างแดนเท่านั้น โจทย์ของบริษัทไทย และฝ่ายบุคคล คือจะทำยังไงให้บริษัทที่ใครๆในไทยก็รู้จัก และอยากทำงานด้วย ดูน่าสนใจ และดึงดูดกับเด็กต่างชาติที่ไม่รู้จักบริษัทของคุณเลย ถ้าไม่ติดงานด่วนอะไร ผมว่าจะแวะไปดูงานนี้ แล้วจะกลับมาเล่าบรรยากาศ และความพร้อมของบริษัทไทยในสายตานักเรียนต่างชาติให้ฟังนะครับ   ป.ล. งานนี้จัดโดย สมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ (รายละเอียด)  

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

  • |

    ออกความเห็นในที่ประชุมให้เป็น

    เวลาที่คุณไปประชุม แล้วอยากพูดเพื่อแสดงความเห็น คุณจะทำยังไง?   ไม่ยาก เพราะมีแค่ 2 ทางเลือก คือ พูด กับ ไม่พูด ปัญหาคือ ถ้าเราเลือกที่จะ “พูด” แต่ดันพูดไม่เป็น ผลลัพธ์ ก็อาจจะออกมาแย่กว่าไม่พูด ตั้งแต่อาจโดนมองว่าอยากดัง ความเห็นไม่เห็นมีประโยชน์ ก้าวร้าว หรือไปทับเส้นใครแล้วโดนตอกกลับหน้าหงาย ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเลือกที่จะพูดเพื่อที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง ก่อนที่ประสบการณ์ (แย่ๆ) จะค่อยๆบอกให้เราหุบปาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังแสดงความเห็นไม่เป็น เมื่อโตขึ้นหลายคนจึงเลือกที่จะ “ไม่พูด” แล้วไปบ่น หรือระบายกับเพื่อนหลังประชุมเสร็จ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเองและทีมเลย ผมอ่านเจอเทคนิคการพูดเพื่อเสนอความคิดของเราในที่ประชุมจาก Chris Argyris, Harvard Business School ซึ่งผู้บริหารของ P&G พยายามนำมาใช้ (source: Playing to Win: How Strategy Really Works) โดยก่อนจะออกความเห็น ให้พูดประโยคนำนี้ก่อน I have a view…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *