หมดไฟ ไม่รู้เป็นอะไร…

© Tetra Images/Corbis

“เบื่อโว้ยยยย…”

“ไม่ไหวแล้วววว ทำงานจนเลิกกับแฟน แล้วก็ไม่มีเวลาไปหาใหม่เลย T_T”

“อยากทำอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ขี้เกียจ”

นี่เป็นตัวอย่างที่ผมเคยเห็นผ่านตา หรือได้ยินคนรู้จักบ่นลอยๆ ใน Social Network ต่างๆ

ผมเชื่อว่า เรื่องเหล่านี้หลายคนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ และเริ่มเคยชินกับความเครียด ความท้อ จนหลายคนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจนเจ้าตัวเองก็ไม่ทันสังเกต

แน่นอนว่าตลอดช่วงชีวิตในการทำงาน เราย่อมมีโอกาสที่จะสัมผัสทั้งความสนุก ความเครียด ท้อ หรือ หมดไฟกันบ้าง

แต่ที่สำคัญคือรู้ว่าตอนนี้เราอาการน่าเป็นห่วงแล้วหรือยัง

วันก่อนผมไปอ่านบทความเรื่องวงจรของการ Burnout (ผมแปลเองว่าหมดไฟ) ของคุณ Herbert Freudenberger ซึ่งแบ่งออกเป็น 12 ระยะ อาจจะเกิดพร้อมกันหรือข้ามบางระยะไปเลยก็ได้

ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจสำหรับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในเมืองและมีความเครียดสูง ไว้ใช้สังเกตตัวเองหรือคนรอบตัวได้นะครับ

ลักษณะของคนที่จะเข้าข่ายวงจรหมดไฟนี้สังเกตง่ายๆอยู่ 2 ข้อ

  • มีความทะเยอทะยาน คาดหวังกับตัวเองสูง
  • ต้องการความสมบูรณ์แบบ (perfectionist)
อ่านแล้วคุ้นๆกับตัวเองหรือคนใกล้ตัวมั้ยครับ? :D
ถ้าใช่หรือใกล้เคียง เรามาดูกันต่อว่าทั้ง 12 ระยะ มีอะไรกันบ้าง
.

ระยะที่ 1: ต้องการจะพิสูจน์ตัวเอง (A compulsion to prove oneself)

ระยะนี้มักจะเริ่มจากความทะเยอทะยานอันแรงกล้า เพื่อที่จะพิสูจน์ผลงานตัวเองกับคนอื่น ซึ่งก็ค่อนข้างจะปกติสำหรับหนุ่ม-สาวไฟแรงทั้งหลาย

 

ระยะที่ 2: ทำงานหนักขึ้น (Working Harder)

เพื่อให้ได้กับความคาดหวังที่สูงของตัวเอง ก็เริ่มทำงานหนักขึ้น ไม่กล้าปล่อยให้คนทำ เพราะกลัวงานออกมาไม่ดี และถูกหาว่าไม่รับผิดชอบ

 

ระยะที่ 3: ละเลยความต้องการของตัวเอง (Neglecting their needs)

เข้าระยะที่ 3 คนกลุ่มนี้จะไม่มีเวลาให้เรื่องที่(ตัวเองคิดว่า)ไม่สำคัญอื่นๆ เช่น กิน, นอน, เที่ยวกับเพื่อนหรือครอบครัว

 

ระยะที่ 4: รู้สึกขัดแย้ง แปลกแยก (Displacement of conflict)

มาระยะนี้ เจ้าตัวจะเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ถูกแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรืออะไรเป็นต้นเหตุของปัญหานั้น ซึ่งส่วนใหญ่อาการที่จะแสดงออกภายนอกจะเริ่มสังเกตได้ในระยะนี้

 

ระยะที่ 5: ปรับระบบความเชื่อ (Revision of values)

เริ่มเก็บตัว หลีกเลี่ยงปัญหา และปฏิเสธความต้องการพื้นฐานด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและระบบความเชื่อต่างๆที่เคยยึดถือ มองข้ามสิ่งที่เคยให้ความสำคัญเช่น เพื่อน หรืองานอดิเรกไป

 

ระยะที่ 6: ไม่ยอมรับปัญหา/ความขัดแย้ง (Denial of emerging conflicts)

มาระยะนี้ ความอดทนจะต่ำลง มองเพื่อนร่วมงานว่า ไม่ฉลาดเท่า ขี้เกียจ ไม่มีวินัย ทำให้ไมอยากจะไปติดต่อหรือสุงสิงด้วย และจะเริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว

 

ระยะที่ 7: เลิกติดต่อกับสังคม (Withdrawal)

ในระยะนี้ เขาจะลดการติดต่อผู้อื่นให้เหลือน้อยที่สุด อยู่คนเดียวและสร้างกำแพง ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่อนาคต หรือความหวังในชีวิต

 

ระยะที่ 8: พฤติกรรมเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด (Obvious behavioral changes)

คนรอบๆตัวไม่มีใครจะมองข้ามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เจ้าตัวจะเริ่มรู้สึกกลัวและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

 

ระยะที่ 9: ไม่เป็นตัวของตัวเอง (Depersonalization)

มองไม่เห็นค่าของตัวเองและคนอื่น มีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างหุ่นยนต์

 

ระยะที่ 10: ข้างในว่างเปล่า (Inner emptiness)

ความรู้สึกว่างเปล่าภายในขยายตัวมากขี้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะหยุดความรู้สึกนี้ จึงจำเป็นต้องหาอะไรทำตลอดเวลา การกระทำก็จะออกแนวสุดโต่ง เช่น กินแหลก เมากระจาย เป็นต้น

 

ระยะที่ 11: ห่อเหี่ยว หดหู่ (Depression)

ในระยะนี้ ทุกอย่างรอบตัวดูหดหู่ สิ้นหวังในขีวิต และเริ่มปรากฏการอาการของโรคซึมเศร้า

 

ระยะที่ 12: หมดไฟ ใจหมดแรง (Burnout syndrome)

เกือบทุกคนที่ถึงขั้นนี้จะเคยมีความคิดฆ่าตัวตายเพื่อจะหนีปัญหา แม้จะมีไม่กี่รายที่จะฆ่าตัวตายจริงๆ แต่เขาก็จะทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัส คนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

 

อ่านจบแล้วมองดูตัวเอง และคนรอบๆตัว ว่ายังสบายดีอยู่รึเปล่า

อย่าปล่อยให้ถลำหมดไฟไปอย่างเดียวดายนะครับ…

Similar Posts

  • |

    ทีมคือ…?

      ความหมายของทีมในความคิดของคุณคืออะไร? ผมเคยคิดว่า ทีม คือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกันที่ทำงานชิ้นหนึ่งออกมา จนกระทั่งวันนี้ได้ฟังคุณ Tom Lally จาก HR ได้อธิบายถึงความหมายของทีม Team is a group of people working toward common goals/objectives and generate exceptional result. Otherwise, it’s not a team. It’s just a group of people. – Tom Lally ว่านอกเหนือจากมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ร่วมกันแล้ว ทีมต้องสร้างผลลัพธ์ที่สุดยอดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่กลุ่มคนทำงานธรรมดา ไม่ใช่ทีม พอฟังเสร็จ กรอบความคิดของผมก็ขยับ ทันที… กลับมานึกถึงทีมตัวเอง (ไม่รู้ว่ายังเรียกว่าทีมอยู่ได้รึป่าว?) มีการบ้านให้ทำอีกเยอะเลย เพื่อให้ได้เป็นทีมจริงๆ… แล้วทีมของคุณล่ะ เป็นทีม หรือเพียงแค่กลุ่มคนทำงานร่วมกัน… ________________________________________________________________________________…

  • |

    สะกดชื่อภาษาอังกฤษยังไง ไม่ให้ไก่กา

      คุณสะกดชื่อภาษาอังกฤษตัวเองอย่างไร? อย่างผมก็ C-H-U-T-C-H-A-P-O-L ในการทำงาน ผมเชื่อว่าคุณได้มีโอกาสสะกดชื่อ หรืออย่างน้อยก็อีเมลให้คนอื่นฟังแน่ๆ ปัญหาของการสะกดแบบทีละตัวคือ เสียงของหลายตัวอักษรอาจคล้ายกันจนคนฟังไม่แน่ใจต้องถามซ้ำ D หรือ E P หรือ T ถ้าออกเสียงไม่ชัด สัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี หรือคนที่มีชื่อภาษาอังกฤษ หรืออีเมลยาวๆ โอกาสฟังผิดก็ยิ่งสูงขึ้น อีเมลของผมที่บริษัทให้มีทั้งชื่อ และนามสกุลเต็ม รวมแล้ว 24 ตัวอักษรไม่รวมชื่อบริษัท ตามด้วย .com อีก เวลาสะกดเสร็จแล้ว พออีกฝ่ายทวนแล้วสะกดผิด จะชวนหงุดหงิดไม่น้อยเพราะต้องสะกดตั้งแต่ต้นใหม่ (ขอจิบน้ำแป๊บ) วิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณได้คือ เวลาสะกดอักษรทีละตัวนั้น ให้มีคำศัพท์ต่อท้ายเพื่อแยกแยะตัวอักษรได้ชัดเจน แต่ปัญหาที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นปัญหาคือ แล้วจะใช้คำอะไรต่อท้ายตัวอักษรนั้นดี

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • | |

    มืออาชีพและบันได 5 ขั้นของความสามารถ

    คุณนิยาม มืออาชีพ ว่าอย่างไร? ระหว่างที่ฟังคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการของ CP Retailink เล่าเรื่องการบริหารคนในองค์กร ท่านก็ถามผมขึ้นมา ซึ่งผมก็คิดซักพักแล้วตอบอย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า มืออาชีพน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ และทำตามมาตรฐานที่องค์กรคาดหวังได้ดี ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยไม่อิงกับความรู้สึกของตัวเอง ท่านฟังแล้วพูดขึ้นว่า ในมุมของท่าน มืออาชีพ คือ บุคคลที่สมควรได้รับค่าจ้าง คุณวิเชียรคงเห็นผมนั่งนิ่ง อ้าปากค้างเลยขยายความต่อว่า มืออาชีพคือคนที่มีความสามารถและทำงานได้ตามที่คาดหวังได้ 100% ถึงเป็นคนที่สมควรได้รับค่าจ้าง 100% ด้วย ถ้ามองในมุมของนายจ้าง สามารถมองความความสามารถโดยดูจากผลลัพธ์ของงานได้ 5 ระดับเหมือนบันได 5 ขั้น ในแผนภาพนี้

  • |

    ออกความเห็นในที่ประชุมให้เป็น

    เวลาที่คุณไปประชุม แล้วอยากพูดเพื่อแสดงความเห็น คุณจะทำยังไง?   ไม่ยาก เพราะมีแค่ 2 ทางเลือก คือ พูด กับ ไม่พูด ปัญหาคือ ถ้าเราเลือกที่จะ “พูด” แต่ดันพูดไม่เป็น ผลลัพธ์ ก็อาจจะออกมาแย่กว่าไม่พูด ตั้งแต่อาจโดนมองว่าอยากดัง ความเห็นไม่เห็นมีประโยชน์ ก้าวร้าว หรือไปทับเส้นใครแล้วโดนตอกกลับหน้าหงาย ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเลือกที่จะพูดเพื่อที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง ก่อนที่ประสบการณ์ (แย่ๆ) จะค่อยๆบอกให้เราหุบปาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังแสดงความเห็นไม่เป็น เมื่อโตขึ้นหลายคนจึงเลือกที่จะ “ไม่พูด” แล้วไปบ่น หรือระบายกับเพื่อนหลังประชุมเสร็จ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเองและทีมเลย ผมอ่านเจอเทคนิคการพูดเพื่อเสนอความคิดของเราในที่ประชุมจาก Chris Argyris, Harvard Business School ซึ่งผู้บริหารของ P&G พยายามนำมาใช้ (source: Playing to Win: How Strategy Really Works) โดยก่อนจะออกความเห็น ให้พูดประโยคนำนี้ก่อน I have a view…

  • 5 บทเรียนจากการสื่อสารลดพนักงานของ Airbnb

    การสื่อสารข่าวร้ายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญสำหรับองค์กร และผู้บริหาร ในฐานะผู้นำองค์กร เช้าวันนี้ผมเห็นบันทึกข้อความของ Brian Chesky, Airbnb Co-Founder and CEO ที่เขียนถึงพนักงานทั่วโลก ซึ่งสื่อสารเรื่องการลดพนักงานเกือบ 1,900 คน หรือประมาณ 25% ของพนักงานทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับ startup ดาวรุ่งที่กำลังเตรียม IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็วๆ นี้ถ้าไม่เจอวิกฤต COVID-19 เสียก่อน เมื่อผมอ่าน A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky จบผมรู้สึกประทับใจกับวิธีการสื่อสารของ Brian มากจนต้องขอถอดบทเรียนออกมา 5 ข้อ ดังนี้ 1.การสื่อสารออกจากผู้บริหารสูงสุด การสื่อสารเรื่องสำคัญๆ กับพนักงานเป็นหน้าที่ของ CEO หรือผู้บริหารสูงสุด ไม่ใช่ HR หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร เพราะพนักงานจากฟังจากผู้นำของเขา เพราะฉะนั้นอย่าหลบอยู่หลังชื่อองค์กร หรือคณะผู้บริหาร นี่เป็นเวลาและโอกาสที่คุณจะได้แสดงความเป็นผู้นำขององค์กร…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *