[คุยแบบชัชๆ] #006: อ.ชัชชัย ตั้งธรรม

Untitled-1

ถ้าอยากเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ให้ลองคุยกับคุณครู หรืออาจารย์ที่สอนเด็ก ๆ เพราะท่านได้คลุกคลี เห็นพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยรุ่นยุคต่าง ๆ อย่างชัดเจน

[คุยแบบชัชๆ] ครั้งนี้ ผมได้รับเกียรติจาก อ.ชัชชัย ตั้งธรรม จากสถาบัน AC’CESS ซึ่งผมมีโอกาสได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สมัยม.ปลาย กับอาจารย์ (ซึ่งนานมาแล้ว) เนื่องจากไม่ได้เจอกับอ.ชัชชัย มากว่าสิบปี การคุยครั้งนี้อาจารย์นอกเหนือจะได้อัพเดตชีวิตและธุรกิจที่ทำ อาจารย์ยังได้แบ่งปันมุมมองที่มีต่อวัยรุ่น และการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่น่าสนใจอีกด้วย

_____________________________________________________________________________

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • มุมมองเรื่อง passive income
  • คำแนะนำสำหรับเด็กที่เรียนจบแต่ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต
  • Slow life กับเด็กยุคใหม่
  • วิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ
  • รับสื่ออย่างไรในสังคมอุดมดราม่ารายวัน

_____________________________________________________________________________

หลายคนอาจรู้จักอาจารย์ในมุมของครูสอนภาษาอังกฤษ อยากแนะตัวเองในมุมไหนที่หลายคนอาจยังไม่ทราบบ้างครับ

โดยพื้นฐานเดิมแล้วผมเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ แต่ระหว่างทางนั้นผมก็ได้ทำอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย และเนื่องจากผมไม่มีต้นทุน ผมจึงใช้ความสามารถที่มีทางด้านภาษาอังกฤษ มาสร้างประโยชน์ให้คนอื่น พอดีช่วงนั้นจังหวะนั้นได้ ผมมี cash flow ขึ้นมาก็นำไปลงทุนอย่างอื่นต่อไป

และในระหว่างนั้นผมได้เห็นพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เป็นพัฒนาการที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะว่าเด็กสมัยนี้มีสิ่งต่าง ๆ ดึงดูดความสนใจเยอะ ทำให้ไม่มีจุด focus ในชีวิต ดังนั้นเด็กไทยรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จึงไม่ได้วางแผนชีวิตล่วงหน้าว่าจะทำอะไรในอนาคต ผมรู้สึกเป็นห่วงเด็กไทยรุ่นใหม่ ๆ จึงพยายามอยากจะกระตุ้นให้เขาสร้าง software ในตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องการวางแผนชีวิต ความรู้การวางแผนเรื่องการเงิน หรือรวมไปถึงความคิดในชีวิต                                              

จึงเป็นที่มาของการทำคลิปเพื่อสร้างความสำเร็จ ซึ่งสอนจากประสบการณ์จริง สิ่งที่ผมเห็นด้วยใจจริง ๆ และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนที่กำลังมีปัญหาในชีวิต ให้กลับมาคิดและวางแผนชีวิตให้ตัวเองอีกครั้ง หากสิ่งที่ผมสอนไปสามารถทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ผมก็ดีใจและมีความสุขที่ผมได้ช่วยเหลือคนอื่น

 

อาจารย์คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตรึยังครับ

ไม่ครับ ผมไม่เคยคิดว่าประสบความสำเร็จเลย ถือว่าแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองที่ควรทำในแต่ละวันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น เพราะผมเชื่อเสมอว่าคนที่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จคือคนประมาท เขาเรียกว่าเกิดอัตตาหลงตัวเอง อีโก้สูง ปิดหูปิดตาตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าลองสังเกตคนดัง ๆ หรือธุรกิจต่าง ๆ ที่ล้มเหลวไป ก็เพราะคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จอยู่เสมอ

 

พูดถึงการทำหน้าที่ของตัวเองในแต่ละวัน กิจกรรมในวันปกติของอาจารย์เป็นอย่างไรครับ

จากตามที่ผมวางแผนชีวิตเอาไว้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย ช่วงนี้ผมจะทำงานน้อยลง ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น เมื่อผมมี cash flow ตามเป้าที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ผมก็จะเอา cash flow ตรงนั้นมาลงทุนเพื่อให้เกิด passive income มากกว่า ทุกวันนี้ผมมีรายได้ passive incomeเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินจากหลายๆ ด้าน ไม่ว่าเป็นการลงทุนเรื่องคอนโด หุ้น อสังหา ปันผลจากประกัน หรือด้านอื่นๆ

 

แล้วโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษล่ะครับ

พอเราอายุเริ่มมากขึ้น  passion ก็จะน้อยกว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามา ตอนนี้ผมก็ทำยังโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษอยู่ แต่เลี่ยนเป็นระบบ online ตามแนวการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้ผู้เรียนสะดวกมากยิ่งขึ้นในการเรียน เพราะเรียนที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ จริงๆแล้วจุดประสงค์ของผม ผมต้องการทำเป็น hub ศูนย์กลางสำหรับการสอนหลายๆ วิชา ไม่ใช่เฉพาสำหรับผมคนเดียว แต่สำหรับผู้สอนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ อย่างน้องๆ รุ่นใหม่ ๆ เรียนจบมาเก่งวิชาอะไรสักอย่างหนึ่งมาก ๆ มีความชำนาญมาก ๆ แต่ไม่มีเงิน ความชำนาญในการบริหาร หรือความพร้อมที่จะไปสร้าง center เป็นของตัวเอง สามารถติดต่อมาทางผม เข้าร่วมระบบของผมแล้วผมจะมีทีมช่วยบริหารจัดการให้  เพื่อสร้างรายได้ passive income ให้โดยไม่ต้องเสี่ยงทำด้วยตัวเอง อย่างในตอนนี้ระบบการเรียน online ของผมก็ไม่ได้มีแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวแต่มีวิชาอื่นๆ ไม่ว่าจะทางด้านภาษาต่างๆ วิชาการหลายๆ สาขา

 

พูดถึงเรื่องของ passive income อาจารย์มีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ

เด็กรุ่นใหม่มักจะฟังคำนี้มารุ่นหลัง ๆ ฟังแล้วดูดี แต่จริง ๆ แล้วไม่มีไอเดียในการทำ passive income ลืมไปว่าการสร้าง passive income ให้มันออกมาเรื่อยๆ โดยเราไม่ต้องทำงาน หรือทำงานให้น้อยที่สุด เหมือนเวลาที่เราปลูกต้นไม้ เราต้องใช้เวลาให้ต้นไม้นั้นออกดอกออกผล แต่คนส่วนใหญ่ไปนึกถึง active income คือ อยากรวยเร็วๆ อยากได้ตอนนี้เลย เดี๋ยวนั้นเลย เป็นก้อนใหญ่ๆ เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น การที่เขาอยากได้ตอนนี้เลย เขาก็จะไม่พยายามปลูกต้นไม้ เขาก็อยากจะซื้อแล้วได้ผลไม้เลย หรือไปขโมยผลไม้จากคนอื่นๆ มาเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น เด็กรุ่นใหม่ ๆ ตอนนี้จะเข้าสู่วงการเก็งกำไรชนิดต่างๆ แย่งชิงจากคนอื่น  trade หุ้นกันเยอะ ชอบ zero-sum game เพราะอยากจะได้เงินเร็วๆ อยากจะรวยเร็ว ๆ

แต่จริง ๆ แล้วต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าการลงทุนทุกอย่าง หรือแม้แต่การทำงานทุกอย่างในโลกนี้ ก็คือการพนันอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าจะเสี่ยงมาก หรือเสี่ยงน้อย การทำงานประจำก็เป็นการเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะเราก็เสี่ยงอนาคตของตัวเองว่าตำแหน่ง หน้าที่การงานจะเติบโตไหม เสียเวลาไปกับการสร้างรายได้ความมั่นคงมันคุ้มไหม ถ้าทำธุรกิจด้วยตัวเองก็เสี่ยงอีกขั้นหนึ่ง พนันด้วยเวลาและเงินของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่นการ trade การเก็งกำไร วันนี้เราได้ พรุ่งนี้เราเสีย หรือวันนี้เราอาจจะดีใจ พรุ่งนี้เราอาจเสียใจ วันนี้ ปีนี้ เราได้ 10 ล้าน 20 ล้าน 30 ล้าน 100 ล้าน ปีหน้าเสีย 30 ล้าน 40 ล้าน คือตราบใดที่เราไม่ลุกจากโต๊ะ ก็บอกไม่ได้ว่ากำไรหรือขาดทุน

เหมือนเวลาที่เราทำงาน ตราบใดที่เรายังทำงานอยู่ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะประสบความสำเร็จแค่ไหน เด็กสมัยนี้เขาใจร้อน เขาเห็นวันนี้ได้ปุ๊บนั่นหมายถึงเขาประสบความสำเร็จแล้ว ผมลองสังเกตตามแผงหนังสือในเมืองไทย ก็จะมีหนังสือประเภทเก็งกำไร หนังสือรวยพันล้าน แต่คือคอนโดของเขาก็ลงทุนแบบเก็งกำไร เขาไม่ได้ลงทุนเพื่อลงทุนให้เกิดความมั่นคง หรืออิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง

 

ต่างกันยังไงครับ

เวลาผมซื้อคอนโดมาลงทุน ผมจะไม่เน้นขาย ผมจะเลือกคอนโดที่ผมอยากอยู่เอง รู้สึกสบายใจถ้าเราได้อยู่ที่นั่นจริงๆ แล้วผมก็ต้องนึกถึงว่าถ้าลูกค้าจะอยู่คอนโดผม จะอยู่ยังไง มีความสุขไหม เวลาผมซื้อคอนโด ผมไม่ได้เน้นที่เก็งกำไรราคา ผมเน้นถึง value หรือ capital gain ที่สำคัญผมดูเพื่อสร้าง passive income จากค่าเช่าของผู้เช่า แล้วคอนโดที่ผมซื้อจะต้องมีราคาสูงขึ้น มีสภาพคล่องในการที่จะปล่อยขายในอนาคต แต่หลายคนที่ผ่านมักจะเห็นปุ๊บแล้วเก็งแบบมั่ว ๆ เลย ไม่ดูตามความเป็นจริง ไม่มีความชำนาญ ใครเชียร์หรือบอว่าตรงไหนดี เขาก็ซื้อหมด แล้วก็ถึงเวลาเศรษฐกิจไม่ดีเหมือนในตอนนี้ก็ติดกันเป็นหลายที่ปล่อยให้เช่าก็ไม่คุ้ม ขายต่อก็ไม่ได้ หรือขาดทุนกัน

 

อาจารย์ศึกษาหลักการลงทุนจากที่ไหนบ้างครับ

ผพยายามหาความรู้ พัฒนาและศึกษาด้วยตัวเอง ที่สำคัญต้องฝึกลงมือทำให้มากขึ้นๆ จนรู้จริง ผมตั้งเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่เด็กว่าผมต้องการอะไร ผมจะทำอะไร ซึ่งทำให้ผมมี focus ซึ่งจริงๆ แล้วพลังแห่งการ focus ก็คือเป็นพื้นฐานที่แท้จริงของกฎของแรงดึงดูดนั่นเอง   คุณ focus เรื่องอะไรในชีวิต คุณก็จะเห็นสิ่งนั้นสำคัญ และคัดเลือกมันเข้ามาในชีวิตของคุณ

ซึ่งปัญหาของเด็กรุ่นใหม่คือไม่มีการ focus ในชีวิต นึกถึงแต่ outcome อย่างเดียว นึกถึงผลลัพธ์หรือสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรืออยากได้เฉพาะตอนนั้น พอนึกถึงแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว ก็สะเปะสะปะ เลยทำให้ชีวิตเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ไม่มั่นคงจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วจุดหมายปลายทางที่ตัวเองต้องการในชีวิตคืออะไร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปที่ไหน และเป้าหมายของเราคืออะไร

 

สมมติเด็กเพิ่งเรียนจบมาใหม่ ๆ บอกว่าฉันเพิ่งจบมาไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้จะเริ่มยังไง อาจารย์อยากแนะนำอะไรกับเด็กกลุ่มนี้

อันนี้บอกไม่ได้ครับ ตัวคุณเองยังไม่รู้จักตัวคุณเอง แล้วผมจะรู้ดีกว่าตัวคุณเองได้อย่างไร ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น สมัยที่ผมสอนอยู่ น้องๆ ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชอบมาถามว่า จะเรียนอะไรดี จะเข้าคณะไหนดี หรือบางทีเอาคะแนนไปให้คุณครูแนะแนวเลือกคณะ ให้คนอื่นช่วยตัดสินใจ

ถ้าตัวเราเองลึก ๆ ยังไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรเลย จะบอกว่าเรียนจบแล้วเพิ่งจะมาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองตอนนี้ ผมว่าบางทีมันก็ลำบาก เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะต้องสะสมมาก่อนหน้านี้แล้ว

คนที่ชอบถามว่าเรียนจบทำอะไรดี ความคิดมักจะติดอยู่ตรงแค่อยากสบาย อยากมีรายได้ที่ดี คิดแค่นี้ แต่ลึก ๆ ลงไปในใจของตัวเอง ไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนอะไร เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีรากไม่แน่น หรือแข็งแรงพอ ต่อให้ข้างบนจะตัดแต่งกิ่งให้สวยงามยังไง สุดท้ายมันก็ไม่มีรากที่แข็งแรงที่แน่นและแข็งแรงอยู่ดี ซึ่งนี่คือปัญหาเรื่อง focus จิตใต้สำนึกที่คุณจะต้องถามตัวเองมาตั้งแต่เด็ก

แต่ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่ ๆ focus ได้ลำบาก เพราะว่าสมัยนี้ social media ครอบคลุมมาก ๆ ทำให้เด็กนั้นขาดจุด focus ยกตัวอย่างเช่น นั่งกินข้าวปุ๊บ ปากกินข้าว แต่มือเขี่ยเฟส (Facebook) ตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังกินอะไรอยู่ วันก่อนคุยกับลูกศิษย์คนหนึ่ง ถามเขาว่าที่บอกว่าอร่อย ๆ นี่ อร่อยตรงไหน เขาบอกว่าที่อร่อย อร่อยจากความจำนะ คือจำได้ว่าอาหารแบบนี้ รสชาติแบบนี้ควรอร่อยแบบนี้ เพราะเราใส่ปากเข้าไป แต่ใจไปดูมือถือ ซึ่งผมคิดว่าชีวิตเด็กรุ่นต่อไปในอนาคตน่าเป็นห่วงมากนะ เพราะว่าจะโดนทุกอย่างครอบหมด จะมองไม่เห็นจุด focus ของตัวเองเลย

และถ้าถามว่าทำยังไงถึงประสบความสำเร็จ ผมว่ามันจะต้องอยู่ที่ใจเขา ถ้าเราไม่พัฒนาจิตใจตัวเอง ทุกอย่างก็จะได้แต่เปลือก ได้แต่เปลือกให้ดูดี เหมือนบางคนอ่านหนังสือพวก how-to เยอะแยะ แล้วทำไมชีวิตไม่ไปไหน ไม่เดินหน้าสักที เพราะว่าจิตใจข้างในของเขาไม่ได้พัฒนาตามไปด้วย

 

ไม่ได้สนใจ process หรือความพยายาม

คือเขาไปดูตอนสุดท้ายของคนที่ประสบความสำเร็จ ว่าเขามีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าเด็กรุ่นนี้จะประสบความสำเร็จได้ยังไง แทนที่จะไปดูว่าเขามีอะไรบ้าง มาดูว่าเขาคิดอย่างไรดีกว่าครับ ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ๆ นะ เวลาเจอคนประสบความสำเร็จเราจะต้องพยายามมองว่าเขาคิดยังไง เขาถึงประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ไปมองว่าว่าเขามีอะไร  รวยแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหน อิจฉาแล้วแค่อยากได้เหมือนเขา แทนที่จะพยายามดูว่าเขาวางแผน หรือตัดสินใจอย่างไร ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือตรงนี้ครับ

 

ถ้าผมเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วผมอยากจะรู้ว่าวิธีคิดของเขา อาจารย์จะแนะนำอย่างไรครับ

ถ้ามีโอกาสก็เจอตัวเป็นๆ เขาเลย เพื่อจะได้มีโอกาสคุยกับเขา ฟังมุมมองในด้านต่างๆ ของเขา ไม่ก็หาคำสัมภาษณ์ หาประวัติของเขา หาดูการลงทุนของเขา หาดูแนวทางการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตของเขาเลย เขาย้ายมาจากบริษัทไหน เขาย้ายมาที่นี่เพราะอะไร คือต้องศึกษาตรงนี้ด้วยนะ เวลาผมจะลงทุน กับ partner ผม search หาประวัติของเขาเลย เช่น คนนี้เคยโดนฟ้องร้อง หรือมีปัญหาอะไรไหม ถ้าคนที่จิตใจไม่ค่อยดี พื้นฐานที่ไม่ดี อย่างอื่นก็ยากที่จะดี ถ้าเอามาเป็น partner ก็จะไม่ดีไปด้วย

เพราะฉะนั้น ผมต้องไปดูว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้นเขาคิดกันอย่างไร แล้วเราพยายามเอาความคิดของเขามา adapt ให้เข้ากับเรา แต่ไม่ใช่ลอกเขามาทั้งหมด

 

อาจารย์รู้สึกอย่างไรกับ slow life ของเด็กรุ่นใหม่

slow life เป็นคำที่วัยรุ่นเขามักเรียกปลอบใจตัวเอง ประมาณว่าตัวเองขี้เกียจ ก็คือ slow life แต่จริง ๆ หากเราขี่จักรยานตามไปทำงาน ชมธรรมชาติ ต้องชิลล์ ๆ ต้องสัมผัสธรรมชาติ กินกาแฟ คือคุณทำ slow life ได้ ถ้าคุณมี passive income ที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ผมเชื่อว่าคนที่มี passive income ชัดเจน เขาไม่ slow life  เขาเรียกว่า good life มากกว่า เพราะชีวิตก็ทำตามความเหมาะสมในหน้าที่ที่ควรทำโดยไม่ทุกข์อยู่แล้วไม่เกี่ยวว่าจะ slow เอาแบบพอดี ๆ ไม่ต้องเร่งมากกว่า

 

คนที่ประสบความสำเร็จได้จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกิจการหรือไม่

ไม่จำเป็นครับ อย่าง CEO ของบริษัทระดับโลกหรือระดับประเทศ ก็คือพนักงานประจำ ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คือถ้าเราจะเป็นพนักงานมืออาชีพ หรือ professional employees เราต้องมี ใจที่อยากจะทุ่มเททำเต็มที่เพื่อทำให้องค์กรเติบโตขึ้น ดีขึ้น แล้วอย่างไรเสียองค์กรที่ดีก็ต้องให้ผลตอบแทที่นคุ้มค่ากับมาหาเราอย่างแน่นอน

 

ทำไมคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานถึงทุกข์เยอะ

เด็ก Gen Y มีความทุกข์เยอะ เพราะความต่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับความสามารถ ความฝันยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ความสามารถจริง ๆ ไม่มี หรือมีไม่มากพอสำหรับสิ่งที่ตัวเองฝัน อยากเป็น investor ประสบความสำเร็จ อยากเป็นกรรมการผู้จัดการ อยากเป็นแบบเจ้าของเถ้าแก่น้อย แต่ความสามารถจริง ๆ มีแค่นิดเดียว เพราะฉะนั้นไปที่ไหนก็มีแต่ความทุกข์ ไปทำงานที่ไหน ๆ ก็ไม่ทน ประมาณว่าฉันเป็นถึงระดับ manager ความสามารถระดับนี้ จะมาให้มานั่งเย็บกระดาษ ให้ฉันยกของ หรือเวลาที่โดนเจ้านายด่า ทำไมฉันต้องมาฟังหัวหน้าด่า ทั้ง ๆ ที่ความสามารถของฉันก็ไม่แพ้หัวหน้าเลยนะ ดีไม่ดีมีมากกว่าด้วย แค่ฉันไม่มีโอกาสแค่นั้น ซึ่ง Gen Y ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ วัน ๆ นั่งเฝ้าแต่ social เพื่อนคนนั้นออกรถใหม่ เพื่อนคนนี้ไปเที่ยวต่างประเทศ กินทำอาหารหรู ใช้ของแพง ซึ่งถ้าหากเราคิดอย่างนี้ เราก็จะไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์

เพราะความเชื่อในความสามารถของตัวเองแบบนี้เกิดจากสมองคิดเอาเอง ไม่ได้เป็นไปตามความเป็นจริง บางทีความเชื่อก็สร้างกันได้ เหมือนสมัยก่อนที่เราเชื่อว่าโลกของเรานั้นแบน ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นมา คือเราจะคิด จะเชื่ออย่างไรก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคนละเรื่องกันครับ

ผมถึงบอกว่า การคิดบวกบางทีก็ไม่ถูกเสมอไป เราควรที่จะคิดตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คิดแล้วปรับให้มันดีขึ้น สมมติว่าทำน้ำหก แล้วคนหนึ่งบอกว่า ดีใจจังเหลือตั้งครึ่งแก้ว แต่อีกคนบอกว่าเหลือครึ่งแก้วเอง เสียดายหกหมดไปตั้งครึ่งแก้ว นั้นเป็นการคิดบวก คิดลบ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ดีทั้งคิดบวกและคิดลบ คุณต้องคิดว่าทำไมมันหก คราวหลังจะได้ไม่หกอีก แล้วทำยังไงถึงจะทำให้น้ำกลับมาเต็มแก้วใหม่ อันนี้คือการคิดแบบตามหลักความเป็นจริง ดังนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จ ต้องมีความคิดแบบตามหลักความเป็นจริง

 

ในสังคมอุดมดราม่ารายวัน เราในฐานะผู้บริโภค หรือคนเสพข่าวผมควรเลือกเสพข่าว หรือไม่ควรเสพข่าวดีครับ

ให้ดู trend ของสังคมพอ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ดูทีวีเลยนะ เปิด iPad เลื่อนดูข่าวผ่าน ๆ ให้พอเข้าใจ concept เวลาดูอันนี้ปุ๊บ อย่างข่าวตุ๊กตาลูกเทพ แค่ดูแต่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยนั่งอ่าน หรือนั่งดูจนจบ

ผมสนใจข่าวของคนเก่ง ๆ ดีกว่า วิเคราะห์สิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขา focus ในชีวิต แล้วตั้งคำถามว่า ทำไมคนนี้ถึงมีความสุข ทำไมคนนี้ถึงทำแบบนี้ได้ ผมพยายามคิด แต่ไม่ใช่ไปดูว่าเขาได้รางวัลอะไร หรือมีอะไร

พอผมฝึกไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมคมขึ้นเรื่อย ๆ ว่า คนนี้เป็นแบบนี้ คนนั้นเป็นแบบนี้ หรือธุรกิจนี้ไม่น่ามั่นคงนะ หรือว่าเวลาผมเจอบน Facebook คนนี้น่าจะ fail นะ แต่บางคนไม่ fail แสดงว่าความคิดผมยังใช้ไม่ได้ ผมเลยต้องฝึก ฝึกคิดไปเรื่อย ๆ ฝึกมองล่วงหน้า ไม่ใช่ไปเสพข่าวตามหลังที่มันเกิดไปแล้ว

 

ไม่ได้มองไปติดอยู่ที่รายละเอียดของข่าว

ผมเชื่อทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีเหตุและผลของมัน เรื่องที่ผมคิดว่ามันบังเอิญ อาจมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ผมไม่รู้ ผมก็ลองศึกษาตรงนี้เรื่อย ๆ เราก็จะเห็นเหตุและผล ผมจะเชื่อในเหตุและผล คือถ้าผมทำมันถึงจะได้ ไม่ใช่ไปหวังฟลุ๊กอย่างเดียว

แล้วอีกอย่างผมเชื่อว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น คือต้องเป็นคนจิตใจดี จิตใจดีในที่นี้คือพยายามหาโอกาสเติมเต็มคนอื่น ช่วยคนอื่น แต่คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้นั้นเวลาจะช่วยเหลือคนอื่น มักจะมีความคิดที่ว่า “เธอขอบคุณฉันไหม” กว่าจะทำ “เขาต้องเห็นฉันดีแน่ ๆ เลย ฉันช่วยเขา” ซึ่งผมคิดว่า หากเราอยากจะช่วย ก็ช่วยไป ส่วนเขาจะมาขอบใจหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเขา ทำไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องเจอคนดี แล้วพอเจอคนดีปุ๊บ เขาจะช่วยให้เราเจอคนดี ๆ ผลตอบแทนดี ๆ ทำให้ชีวิตผมโดยรวมดีมากขึ้นเรื่อย

 

สมมติว่าอาจารย์เนี่ยนั่ง time machine ย้อนกลับไป ได้เจอตัวเองตอนที่เพิ่งเริ่มเรียนจบมาใหม่ ๆ อยากจะบอกอะไรกับตัวเองครับ

ผมคงจะบอกตัวเองให้พยายามลดความอีโก้ แล้วก็ลดความคิดตัวเอง เข้าใจว่าบางทีเวลาผมประสบความสำเร็จปุ๊บ ด้านหนึ่งมันก็ต้องฮึกเหิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการกระทำ ดังนั้นเราควรถ่อมตัวเพื่อพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ดีกว่า

 

IMG_3709

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Please note: I reserve the right to delete comments that are offensive or off-topic.