5 เหตุผล ที่ควรไปเรียนต่อที่สวีเดน
by Chutchapol Youngwiriyakul on February 7, 2012
in From all around, Reflection
ถ้าพูดถึงการเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ เชื่อว่าประเทศที่อยู่ในใจหลายคนคงไม่พ้น อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย
วันก่อนผมได้แนะนำประเทศสวีเดน ไปสั้นๆทาง Twitter ของผม (@Chutchapol) ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง
เพราะไม่อยากให้หลายคนมองข้ามประเทศนี้ไป เลยมาลองคิด 5 เหตุผลที่คุณควรไปเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนดู
1. มาตรฐานการศึกษาสูง
อยากรู้มาตรฐานของการศึกษาของประเทศไหน ให้ดูคุณภาพของคนประเทศนั้น สำหรับประเทศสวีเดนซึ่งมีประชากรประมาณ 9 ล้านคน แต่สินค้า และ ยี่ห้อที่มีคุณภาพและดังระดับโลกมากมาย เช่น Volvo, H&M, IKEA, SAAB, ABB, Skype, Ericsson, Electrolux เป็นต้น
หลายคนคงเคยชินกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ ผมเคยถามเพื่อนที่สวีเดน เค้าบอกว่าสวีเดนไม่มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เพราะมาตรฐานทุกที่ไม่ต่างกัน มีแต่ที่ไหนเชี่ยวชาญด้านไหน
2. ยังมีโอกาสเรียนฟรี หรือขอทุนการศึกษาได้ง่าย
น่าเสียดายที่ประเทศสวีเดนเพิ่งเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักศึกษาต่างชาติ (นอก EU/EEA และ สวิสเซอร์แลนด์) เมื่อปี 2010 นี่เอง เพราะต้องการลดจำนวนนักเรียนที่ตั้งใจลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลางมากกว่าไปเรียน (ข้อมูลจาก @paeguay) ซึ่งตอนที่ผมเรียน แม้ไม่ได้ทุน แต่ถ้ามหาวิทยาลัยรับก็เรียนฟรีเลย
อย่างไรก็ตาม หลายๆมหาวิทยาลัย ยังเปิดโอกาสให้ทุนการศึกษา 50-100% ของค่าเทอมอยู่ (ตัวอย่างทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ผมเคยเรียน)
3. ไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาที่ 3
นี่เป็นอีกสาเหตุที่ผมเลือกไปเรียนที่สวีเดน แม้ตอนแรกตั้งใจจะไปต่อโทที่เยอรมัน ถึงขนาดไปเรียนภาษาที่เกอเธ่ 2-3 หลักสูตร ก่อนจะยอมแพ้กับ grammar และเพศทั้ง 3 สวีเดนมีหลักสูตร international ค่อนข้างหลากหลาย และสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพูดภาษาสวีดิชเป็นเลย เพราะคนของเขาตั้งแต่เด็กยันชรา สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี(มาก)ทุกคน แถมไม่ติดสำเนียงเหมือนหลายประเทศในยุโรป ทำให้ฟังและเข้าใจได้ง่าย
4. เที่ยวสบาย
เนื่องจากตอนไปเรียน เราจะได้วีซ่าเชงเก็น (Schengen Visa) ซึ่งจะทำให้เข้าประเทศแถบยุโรปได้มากมาย (ยกเว้นอังกฤษ) จึงเหมาะแก่การเที่ยวมาก เพื่อนๆผมแทบทุกคนที่ไปเรียนยุโรป จะใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต (เที่ยว) ไม่น้อยกว่าเวลาในห้องเรียนเลยทีเดียว :D
รูปนี้ถ่ายตอนที่ Backpack เที่ยวยุโรป คนเดียวอยู่ครึ่งเดือน โดยไปพักบ้านเพื่อนๆยุโรปที่เรียนโปรแกรมเดียวกัน แล้วให้เค้าพาเที่ยว แบบ Local Guide (ประหยัด และประทับใจสุดๆ)
5. หนุ่ม-สาว หน้าตาดี
หนุ่ม-สาว ประเทศนี้โดยเฉลี่ย จะหน้าตาดี หุ่นดี เหมือนนายแบบ นางแบบเลยทีเดียว (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับคนอังกฤษ) ถ้าไม่เชื่อ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองได้
…
ก็นับข้อดีได้ 5 ข้อแล้ว ผมก็ฝากพิจารณาประเทศสวีเดนไว้พิจารณา เวลาหาที่เรียนต่อแล้วกันนะครับ
ป.ล. ผมควรเรียงเหตุผลจากล่างขึ้นบนใช่มั้ยครับ… :P
………..
ข้อมูลผู้เขียน:
นักเรียนทุนรัฐบาลสวีเดน (STINT) ศึกษาปริญญาโท สาขา Manufacturing Management (International Program) ที่ Linköping University ปีการศึกษา 2003
มาเป็นคนโชคดีรับตรุษจีนกันเถอะ
by Chutchapol Youngwiriyakul on January 23, 2012
in From all around, tips
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้
วันนี้วันตรุษจีน ผู้คนมากมาย หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส
เด็กๆที่เพิ่งได้อั่งเปาจากญาติๆ ก็ออกมาเที่ยว ใช้จ่ายสมกับที่วันนี้เป็นวันเที่ยว
น่าเสียดาย ที่วันนี้ก็เป็นวันสอบสำหรับนักเรียน และเป็นวันทำงานสำหรับคนอีกไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย ^^”)
ช่วงเวลาดีๆอย่างนี้ เราจะเห็นคนอวยพรกันมากมาย
ซึ่งเรื่องที่อวยพรก็ไม่พ้นเรื่องสุขภาพกาย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินทองไหลมา เทมา
และอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนอยากมี คือ เป็นคนโชคดี
พูดถึงเรื่องโชคดี คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคลาง เราควบคุมอะไรไม่ได้
พอดีผมอ่านบทความจากหนังสือ The Luck Factor ของ Richard Wiseman
ซึ่งเขาทำการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 10 ปี จากคนที่โชคดีมากๆ และโชคร้ายมากๆ
เพื่อหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้โชคดี และมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองโชคดีมั้ย หรือว่าโชคดีมันแค่เป็นดวงของคนนั้นๆ
จากการวิจัย คุณ Richard พบว่าคนโชคดี สร้างโอกาสให้เกิดโชค ด้วยหลักการ 4 ข้อ
นั่นแปลว่า คุณเองก็สามารถเพิ่มโอกาสโชคดีให้กับตัวเองได้!! :)
หลักการ 4 ข้อนั้นประกอบด้วย Read more..
วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้
by Chutchapol Youngwiriyakul on November 20, 2011
in From all around, tips
เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า..
ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร)
หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด
แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย
ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation
ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน
คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง
คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้)
ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้!
และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น
วันนี้ผมได้มีโอกาสดูเทคนิคง่ายที่คุณ Chris Westfall แนะนำใน YouTube แล้วรู้สึกว่าง่าย ทำได้จริงๆ และน่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยเอามาสรุปฝากกัน
วิธีการง่ายๆเริ่มจาก
- ใส่คำ filler words เข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พูดง่ายๆว่าจัดเต็ม ประชดเอาให้ มีอาา เอออ แทรกแทบทุกพยางค์ เพื่อให้เราขำและรู้ว่ามันไม่ควรมีคำที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้อยู่ในประโยคที่เราจะพูด
- เลือกท่าทางไว้คอยเตือนตัวเองเวลาจะพูด filler words อาจจะเป็นเอามือแตะคาง ดึงหู แตะสูท เวลาที่กำลังจะหลุดอ่าา เอออ เพื่อเตือนตัวเองว่า ไ่ม่จำเป็นต้องพูด คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้นออกไป
- มีภาพของเรื่องที่จะพูดในหัว แล้วเล่าภาพนั้นออกมา เพราะสาเหตุหลักของการที่เราใส่คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้น เพราะเราพยายามนึกคำ หรือประโยคต่อไปอยู่และไม่อยากให้เงียบ วิธีแก้คือ คิดเป็นรูปภาพ แล้วเล่าแบบบรรยายภาพนั้นออกมา
สุดท้ายเทคนิคจะง่ายขนาดไหน ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีประโยชน์
โชคดีครับ…
การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์
by Chutchapol Youngwiriyakul on September 25, 2011
in From all around, tips
เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่
วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง
ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์
โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน
ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ
- ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ
- สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ
- ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด
- เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน
- เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ๆมากขึ้น(in-touch with new generation) แม้ว่าเราอาจคิดว่าจบมาไม่นาน แต่ถ้าได้สัมภาษณ์เด็กที่เพิ่งจบมาตอนนี้จะเห็นถึงความแตกต่างของการใช้ชีวิตจากตัวอย่างที่ยกมา ซึ่งเราต้องทำงานกับเค้าด้วยในอนาคต การเข้าใจวิธีการคิด จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
- อ่านข้อมูลของผู้มาสัมภาษณ์ก่อนสัมภาษณ์
- ให้เกียรติผู้มาสัมภาษณ์ (มาตรงเวลา, ไม่พูดจาดูถูก, ไม่ใส่ใจคำตอบ, รับโทรศัพท์, ตอบอีเมล, ดูนาฬิกา เป็นต้น)
- ทำให้ผู้มาสัมภาษณ์คลายความเครียดในช่วงแรกก่อนเริ่มสัมภาษณ์
- ไม่ถามคำถามชี้นำ เพราะผู้มาสัมภาษณ์จะเดาได้ว่าเราอยากได้คำตอบแบบไหน
- พูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
- ไม่แสดงความเห็นทั้งทางบวก หรือลบต่อคำตอบของผู้มาสัมภาษณ์
- นำเสนอบริษัทตัวเอง แต่ไม่ใช่ชมเว่อร์
- ขอบคุณผู้มาสัมภาษณ์ที่สนใจบริษัทและสละเวลามาสัมภาษณ์
เด็กฝึกงาน ใครคิดว่าไม่สำคัญ?
by Chutchapol Youngwiriyakul on July 10, 2011
in From all around, Reflection
[หลังจากบทความเรื่อง Treat your intern right! ที่เขียนลง The Nation คอลัมภ์ Tweeple's Corner วันอาทิตยฺ์ที่ผ่านมา (วันเลือกตั้งพอดี)
นึกขึ้นได้ว่าน่าจะแปล(บทความตัวเอง)เป็นภาษาไทย ให้อีกหลายๆคนได้อ่านด้วย
ออกตัวไว้ก่อนว่าการแปลนี้ไม่ได้แปลคำต่อคำ จึงมีการตัดและเพิ่มตามความพอใจ เพราะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว :P ]
_________________________________________________________________________________
ทุกๆปี น้องๆนิสิต นักศึกษาปี3 ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดเทอมใหญ่ไปฝึกงาน ซึ่งบ้างก็ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร (ไม่ทำไม่จบว่างั้น) บ้างก็ต้องการสร้างportfolioสวยๆสำหรับทำงาน/เรียนต่อ หรือต้องการอยากได้ประสบการณ์ทำงานจริงๆ (ชาบู)
แต่คุณรู้รึปล่าวว่าเด็กฝึกงานเค้าทำอะไรกัน? ผมเชื่อว่าเราอาจเคยได้ยินตั้งแต่ไม่มีอะไรให้ทำ ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ไปจนถึงทำงานที่มีคุณค่ามากๆประหยัดให้องค์กรเป็นล้าน และทำให้พี่พนักงานประจำหลายคนเริ่มร้อนๆหนาวๆกับเก้าอี้ตัวเอง… ^^”
ด้วยงานที่ทำอยู่ ทำให้ผมเห็นความสำคัญของโครงการนักศึกษาฝึกงาน ทั้งต่อตัวเด็กเอง และต่อบริษัทด้วย
สำหรับน้องนิสิต-นักศึกษา นี่เป็นโอกาสแรกๆที่จะได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ที่เราจะต้องเจออีกค่อนชีวิตหลังจากที่เราเรียนจบ ซึ่งการเรียนได้คะแนนดีๆ เกรดสวยหรูไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน (เป็นได้อย่างมากก็แค่ใบเบิกทางที่ดี)
นอกจากนั้นน้องจะได้ฝึกเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาจากโจทย์ มาเป็นตั้งโจทย์ (และแก้ปัญหา)เอง และยังเป็นโอกาสที่จะได้คิดว่านี่คือลักษณะงาน หรือบริษัทที่อยากทำหลังจากจบหรือไม่
แถมถ้าโชคดีบางบริษัทก็จ่ายค่าตอบแทนน้องๆฝึกงานดีจนเพื่อนอิจฉาทีเดียว
สรุปว่าน้องๆมีแต่ได้กับได้กับการฝึกงาน แล้วบริษัทที่รับน้องๆเข้ามาล่ะ จะได้อะไรบ้าง?
หลายๆบริษัทไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญถึงขนาดต้องเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก มองเด็กฝึกงานเป็นเหมือนแรงงานราคาถูก(หรือฟรี) เลยให้งานที่ไม่มีใครอยากทำ สุดท้ายสิ่งที่บริษัทได้ก็คือ การตอกย้ำกว่าเด็กฝึกงานไม่มีคุณค่าพอกับการลงทุนสำหรับน้องกลุ่มนี้
แต่… ถ้าบริษัทให้ความสำคัญกับทรัพยากรรุ่นเยาว์เหล่านี้โดยการให้การอบรม การงานที่เหมาะสมและมีค่า พร้อมกับคนให้คำแนะนำตอนช่วงเวลาสั้นๆของการฝึกงาน คุณจะแปลกใจกับสิ่งที่ได้กลับมา ไม่ว่าจะเป็น…
เงินที่ประหยัดได้จากโครงการต่างๆที่บริษัทไม่มีเวลาศึกษาหรือนำมาใช้ ซึ่งเหมาะกับนักศึกษาฝึกงานที่จะสามารถทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ
มุมมองใหม่ๆจากคนนอก หลายครั้งที่ปัญหาประเภทเส้นผมบังภูเขาสามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการนำคนที่ไม่เคยชินกับปัญหา หรือกรอบของบริษัทเป็นคนมอง
เวลาที่บริษัทจะได้ “ดู” ว่านิสิต-นักศึกษาคนนี้เหมาะกับองค์กรในอนาคตหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากสังเกตการทำงานจริงย่อมดีกว่าการสัมภาษณ์ในเวลาสั้นๆ
และอีกสิ่งหนึ่งที่ถ้าบริษัททำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ น้องๆที่ผ่านการฝึกงานไปจะเป็นเสมือนตัวแทนของบริษัทบอกต่อไปยังคนรอบตัวที่รู้จัก โดยเฉพาะในยุค social media ที่ทุกอย่างทั้งดีและไม่ดีกระจายได้เร็วและแรง บริษัทคงไม่อยากเห็นเด็กฝึกงานของบริษัทเขียนบน Facebook, Tweeter, Google+ ว่า
“น่าเบื่อมากกกก ฝึกงานที่xxxแล้วนั่งชงกาแฟแล้วก็Facebook ทั้งวัน เสียดายเวลาmax T___T”
ใช่มั้ยครับ?







Twitter
LinkedIn
StumbleUpon
Facebook
Delicious