สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้ และจินตนาการ

by on January 22, 2012
in Reflection

Image by © Mirko Iannace/Corbis

ในชีวิตของเรา เราใช้เวลากับส่วนไหนมากกว่ากัน

ระหว่าง สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้(แต่คนรอบตัวเรารู้) หรือ จินตนาการ (สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้)

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมพูดคุยจิบกาแฟกับกลุ่ม trainer club

ท่าน อ.ณรงค์วิทย์ แสนทอง ได้เสนอให้เห็นความต่างของ 3 เรื่องนี้ในรูปแบบกิจกรรม

ผมขออนุญาตถอดบทเรียนที่ได้มาแบ่งปันในนี้แล้วกัน Read more..

ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009)

และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ

สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA)

ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -”

Improvement Areas

ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง Read more..

การวางแผนในโลกที่ไม่มีแบบแผน

by on December 12, 2011
in Reflection

การวางแผน…

เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราถูกสอนตั้งแต่เด็กๆว่า ชีวิตเราถ้าจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีการวางแผน

พอโตขึ้นมาเข้าสู่โลกการทำงาน เราก็เจอส่วนงาน หรือแผนกเกี่ยวกับการวางแผน สารพัดแผน ทั้ง Corporate Planning, Strategy Planning, Bla Bla Planning

แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าหลายๆคนสังเกต คือ ไม่ว่าเราจะวางแผนดีแค่ไหน สิ่งที่เราเจอจริงๆจะเป็นไปตามแผนน้อยมาก (ถึงน้อยที่สุด)

กลายเป็นเรื่องตลกทั้งน้ำตา เมื่อแผนกที่ชื่อเกี่ยวกับการวางแผน กลายเป็นแผนกที่ทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากที่สุด

ผมเลยสงสัยมั้ยว่าแล้วเราจะวางแผนไปทำไม?

วันก่อนที่บริษัทมีผู้บริหารระดับสูง(มาก)มาเยี่ยมที่โรงงาน

ผมได้มีโอกาสถามท่านถึงกลยุทธ์ในการบริหารการผลิตสินค้าในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

ซึ่งแน่นอนว่าแผน Business Continuity Plan (BCP) เป็นส่วนหนึ่งที่จะพยายามที่จะครอบคลุมและลดผลกระทบทางธุรกิจจากเหตุการณ์ต่างๆ

ท่านบอกว่าแม้ความเป็นจริงจะไม่ตรงกับแผนที่วางไว้ ก็ยังจำเป็นต้องมีแผนอยู่ดี (ลองคิดภาพน้ำท่วมโรงงานโดยไม่มีแผนอะไร คงดูไม่จืด)

แต่สิ่งที่ท่านเสริมหลังจากมีแผนแล้ว คือ ความเก่งของคนที่จะปรับแผนนั้นให้เข้ากับสถานการณ์

โดยเฉพาะการให้อำนาจการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนลงไปให้ใกล้กับหน้างานที่สุด

เพราะทีมหน้างานจะรู้สถานการณ์ดีที่สุด และแน่นอนว่าคุณต้องมั่นใจว่าเขาเก่งพอที่จะรับผิดชอบได้

พนักงานฟังแล้วซึ้งกันเลยทีเดียว…

ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าการวางแผนระดับบริษัท หรือองค์กรยังเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี จะตรงไม่ตรงก็ต้องปรับกันไป

แต่ระดับบุคคล ผมกลับเริ่มเห็นต่างว่าชีวิตเราควร Go with the flow แล้ว Connecting the dots มากกว่าทำแผนให้ชีวิตยุ่งยากกว่าที่เป็นอยู่

(สงสัยถูกศาสดาล้างสมอง :P)

แล้วคุณล่ะ คิดว่าการวางแผนเป็นสิ่งจำเป็นมั้ย?

 

“He who fails to plan is planning to fail” - Winston Churchill

 

วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

Image by © Randy Faris/CORBIS

เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า..

ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร)

หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด

แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย

ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation

ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน

คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง

คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้)

ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้!

และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น

วันนี้ผมได้มีโอกาสดูเทคนิคง่ายที่คุณ Chris Westfall แนะนำใน YouTube แล้วรู้สึกว่าง่าย ทำได้จริงๆ และน่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยเอามาสรุปฝากกัน

วิธีการง่ายๆเริ่มจาก

  1. ใส่คำ filler words เข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พูดง่ายๆว่าจัดเต็ม ประชดเอาให้ มีอาา เอออ แทรกแทบทุกพยางค์ เพื่อให้เราขำและรู้ว่ามันไม่ควรมีคำที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้อยู่ในประโยคที่เราจะพูด
  2. เลือกท่าทางไว้คอยเตือนตัวเองเวลาจะพูด filler words อาจจะเป็นเอามือแตะคาง ดึงหู แตะสูท เวลาที่กำลังจะหลุดอ่าา เอออ เพื่อเตือนตัวเองว่า ไ่ม่จำเป็นต้องพูด คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้นออกไป
  3. มีภาพของเรื่องที่จะพูดในหัว แล้วเล่าภาพนั้นออกมา เพราะสาเหตุหลักของการที่เราใส่คำที่ไม่ต้องการเหล่านั้น เพราะเราพยายามนึกคำ หรือประโยคต่อไปอยู่และไม่อยากให้เงียบ วิธีแก้คือ คิดเป็นรูปภาพ แล้วเล่าแบบบรรยายภาพนั้นออกมา

สุดท้ายเทคนิคจะง่ายขนาดไหน ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีประโยชน์

โชคดีครับ…

การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์

เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่

วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง

ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์

โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน

ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ
  2. สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ
สำหรับเรื่องความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท คนส่วนใหญ่จะเข้าใจแค่หาคนมาเติมในส่วนที่ขาด (คนลาออก) กับเติมในส่วนที่เพิ่ม (ธุรกิจขยายตัว)
.
แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสม ไม่ใช่สักแต่ว่าได้คนเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก(ถึงมากที่สุด) และผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการสัมภาษณ์และกระบวนการรับพนักงานใหม่ทั้งหมด
.
เพราะว่าคุณภาพขององค์กร = คุณภาพของพนักงาน
.
ถ้าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เหมาะ ทั้งพนักงานใหม่ และบริษัทก็จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทรัพยากรต่างที่ลงทุนไป เสียขวัญของพนักงานปัจจุบัน และสุดท้ายก็ส่งผลถึงผลงานของบริษัทในที่สุด
.
สำหรับผู้สัมภาษณ์ ถามว่าจะได้อะไรจากการเสียเวลามาสัมภาษณ์?
.
นอกจากจะได้คนเพิ่มในองค์กร หรือแผนกตัวเองแล้ว  ผมมองว่าการสัมภาษณ์ทำให้เราได้…
  1. ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด
  2. เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน
  3. เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ๆมากขึ้น(in-touch with new generation) แม้ว่าเราอาจคิดว่าจบมาไม่นาน แต่ถ้าได้สัมภาษณ์เด็กที่เพิ่งจบมาตอนนี้จะเห็นถึงความแตกต่างของการใช้ชีวิตจากตัวอย่างที่ยกมา ซึ่งเราต้องทำงานกับเค้าด้วยในอนาคต การเข้าใจวิธีการคิด จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
สำหรับสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำจากประสบการณ์ส่วนตัว…
  • อ่านข้อมูลของผู้มาสัมภาษณ์ก่อนสัมภาษณ์
  • ให้เกียรติผู้มาสัมภาษณ์ (มาตรงเวลา, ไม่พูดจาดูถูก, ไม่ใส่ใจคำตอบ, รับโทรศัพท์, ตอบอีเมล, ดูนาฬิกา เป็นต้น)
  • ทำให้ผู้มาสัมภาษณ์คลายความเครียดในช่วงแรกก่อนเริ่มสัมภาษณ์
  • ไม่ถามคำถามชี้นำ เพราะผู้มาสัมภาษณ์จะเดาได้ว่าเราอยากได้คำตอบแบบไหน
  • พูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
  • ไม่แสดงความเห็นทั้งทางบวก หรือลบต่อคำตอบของผู้มาสัมภาษณ์
  • นำเสนอบริษัทตัวเอง แต่ไม่ใช่ชมเว่อร์
  • ขอบคุณผู้มาสัมภาษณ์ที่สนใจบริษัทและสละเวลามาสัมภาษณ์
อย่าลืมว่าคุณเป็นเสมือนหน้าตาของบริษัทที่ผู้มาสัมภาษณ์ติดต่อด้วย ทุกอย่างที่คุณทำจะถูกตีความว่าเป็นสิ่งที่พนักงานของบริษัททำ, ยอมรับได้, หรือเป็นวัฒนธรรมองค์กร
.
ใช้โอกาสนี้ให้ดีทึ่สุดเพื่อตัวคุณ และองค์กรของคุณ
.
อย่ายอมให้เรารับคนผิดเพราะแรงกดดันที่ต้องหาคนให้ได้ในเวลาที่จำกัด
.
ผมยืนยันว่าขาดคนดีกว่ารับคนผิดแน่นอน
.
โชคดีในการสัมภาษณ์ครับ

« Previous PageNext Page »